งานอดิเรกของผม : การสะสมแสตมป์
posted on 03 Oct 2007 06:01 by autis-mann in Stationery
คุณเคยสะสมสิ่งใดบ้างหรือเปล่า??
.
แน่นอน..... คำตอบของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป
มีทั้ง สะสมหนังสือการ์ตูน (อันนี้ผมกำลังเก็บอยู่หลายเรื่องเลยล่ะ) ซีดีหนัง ซีดีเพลง ธนบัตร และอีกมากมาย หลายหลาก ที่แปลกแยกออกไป ตามความรัก ความชอบของมนุษย์ทุกผู้ ทุกนาม
ผมคิดว่า สิ่งของอย่างหนึ่ง ที่ผู้คนนิยมสะสมกัน ก็คือ
กระดาษรูปภาพแผ่นเล็กๆ ขนาด 45×27 หรือ 21×26 มิลลิเมตร (ตามมาตรฐานสากล) ซึ่งเรียกขานกันว่า ดวงตราไปรษณียากร หรือ แสตมป์ ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง
เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.2
.
ภายในลิ้นชักที่ตู้วางของที่ระลึก ในบ้านหลังเก่า มือของผมดึงมันออกมา เพียงเพื่อ ค้นหาอัลบัมรูปถ่ายมานั่งดูเล่น
มือหนึ่งหยิบอัลบัมออกมาทีละเล่ม จนสายตากลับสะดุดอยู่ที่สมุดเล่มสีแดงเล่มหนึ่ง ขนาดพอๆกับกระดาษเอ 4
ดังที่ใจคิด มือผมหยิบสมุดเล่มนั้นมาเปิดดูภายในเล่ม แต่ละหน้า จะเป็นกระดาษแข็ง บรรจุดวงแสตมป์จำนวนมาก ทั้งเก่าและใหม่ (สำหรับในช่วงเวลานั้น) ราวๆ ร้อยกว่าดวง (ถ้าจำไม่ผิด.... อ่ะนะ)
ความรู้สึกดึงดูดใจอย่างประหลาด เกิดขึ้นอยู่ภายในใจของผม พร้อมๆกับตัดสินใจอย่างแน่วแน่
ขอสมุดแสตมป์เล่มนั้นกับเจ้าของกรรมสิทธิ์
ให้บังเอิญเหลือเกิน........ เจ้าของสมุดแสตมป์ก็รู้สึกเบื่อ ไม่มีความคิดที่จะเก็บสะสมต่อ จึงยกสมุดแสตมป์เล่มนั้น ให้อยู่ในความครอบครองของผมอย่างง่ายดาย
และนั่น จึงเป็นที่มาของการ สะสมแสตมป์ ของผม
*******************
ในปีถัดมา........
.
แม่........ ผมขอไปที่กรุงเทพฯ ได้มั้ย ผมอ้อนวอน
ไปทำไม?? ที่กรุงเทพฯ แม่ย้อนถามผม
เอ่อ....... ไปงานแสตมป์โลกน่ะ ผมก้มหน้าตอบ
ไม่ได้...... ถ้าจะไปแล้วจะไปยังไง หนังสือไม่ต้องเรียนหรือ?? แม่ผมปฏิเสธ พร้อมกับย้อนถามอีกคำรบหนึ่ง
..............................................
.
ผมจนด้วยคำตอบ แต่ภายในใจคิดว่า
.
ยังไงก็ต้องไปให้ได้
.
แต่ทว่า..........
ปีนั้นผมก็ไม่ได้เดินทางไป ที่งานแสตมป์ดังที่ตั้งใจไว้ ซึ่งปัจจัย มันก็มีอยู่ประการเดียว และสำคัญมากด้วย คือ........
.
ไม่มีเงินเลยสักบาท
ถึงจะเป็นอย่างนั้น ความตั้งใจของผมยังคงมีอยู่เช่นเดิม
จนกระทั่ง..........
*******************
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับโกหก ปฏิทินที่ใช้ในบ้านปีละฉบับ (แต่ไม่ใช้ปีซ้ำกันสักฉบับ) ซึ่งเวียนบรรจบมาใช้ปฏิทินฉบับที่สิบพอดี
โอกาสก็ตกอยู่ในมือผมพอดี ในปีนั้นมีการจัดงานแสตมป์โลกอีกครั้งที่เมืองทองธานี
ผมมาพักอาศัยอยู่กับลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งรุ่งเช้าในวันต่อมา ผมจึงออกเดินทางไปแต่เช้า เพื่อให้ทันซื้อชีทที่ระลึก 150 ปี พระพุทธเจ้าหลวง (ร.5) แบบไม่มีรอยปรุ ซึ่งมีขายเฉพาะในงานนี้เท่านั้น
ผมเดินทางไปถึงสักราวๆ หนึ่งโมงเช้า แต่ก็มีผู้คนมากหน้าหลายตาจำนวนหนึ่ง ที่มาเข้าแถวรออยู่ตรงประตูทางเข้าด้านหลังอยู่ก่อนแล้ว
ผมเดินไปเข้าแถวรออยู่กับเขาเหมือนกัน ประตูเปิดจริงๆ ก็อยู่ในช่วงเวลาเก้าโมงครึ่ง ยิ่งเข็มนาฬิกาเดินทางบอกเวลานานเท่าใด จำนวนผู้คนที่มาเข้าแถวรอเริ่มเยอะขึ้นทุกที
เมื่อประตูเปิดขึ้น ความรู้สึกที่เรียกว่า เซ็งเป็ด หายเป็นปลิดทิ้ง ผมจึงเตรียมเงินจำนวนห้าร้อยบาทถ้วน เดินตามแถวเข้าไปแลกกับชีทแผ่นหนึ่ง ที่ผมกล่าวถึงไว้ก่อนหน้านี้
........ ได้มาอยู่ในมือซะที เท้าของผมพาตัวเองเข้าไปในงาน ผมรู้สึกทึ่งนิดหน่อย ภายในมีการจัดแสดงนิทรรศการ บูธต่างๆ ทั้งของไทย และของต่างประเทศจากหลายๆชาติ สมกับเป็นงานระดับโลกจริงๆ
บอกตามตรงเลยก็แล้วกันนะครับ งานนี้เป็น งานระดับโลก ครั้งที่สองที่ผมเข้าร่วมงาน นับจากงาน World Tech เมื่อปี พ.ศ.2538 ที่โคราช
*******************
ผมมีความรู้สึกเพลิดเพลิน จำเริญใจอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นเกียรติร่วมงานในครั้งนี้
นอกจากจะหมดเงินไปกับการซื้อหาแสตมป์ และสิ่งสะสมของชาติต่างๆ (โดยส่วนใหญ่ ผมจะซื้อแต่แสตมป์ไทย) หรืออุปกรณ์การสะสมเพิ่มเติม
ระหว่างนั้น ผมก็ซื้อ Philatelic Passport สำหรับนำแสตมป์ไทยและเทศ มาแปะภายในเล่ม โดยเรียงลำดับประเทศต่างๆ ตามตัวอักษร ยกเว้น ไทย เจ้าภาพของงาน ได้รับเกียรติอยู่ในหน้าแรก
ในวันนั้น ผมวิ่งนำสมุดสะสมมาประทับตราทั่วงานเลยล่ะ ซี่งก็ได้จนเกือบครบทุกประเทศ เพราะบางประเทศยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาออกบูธ ผมคิดว่า ถ้าอยู่ร่วมงานสักสองวัน สมุดเล่มนี้คงได้ครบทุกประเทศอย่างแน่นอน
สิ่งที่ผมได้สัมผัสจากเจ้าหน้าที่ในแต่ละบูธ ดูแล้วมีอัธยาศัยที่ดี มีรอยยิ้ม พูดจาเป็นกันเอง เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า มิตรภาพ ก่อตัวขึ้น แม้จะอยู่ในระยะเวลาอันแสนสั้นก็ตาม
ในระหว่างที่ผมเดินหาซื้อแสตมป์ที่บูธของประเทศอังกฤษ สายตาผมกลับสะดุด หยุดลงอยู่ที่ แบล็กเพ็นนี แสตมป์ดวงแรกของโลก
นิ้วมือผมชี้ไปที่แบล็กเพ็นนี แล้วลองถามหยั่งเชิง
.
How much is it?
.
เจ้าหน้าที่ฝรั่งสองคนทำหน้างงเต็กอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเปิดหนังสือแคตตาล็อก หนึ่งในนั้นชี้มาที่ราคาในหนังสือ พร้อมกับส่งยิ้มให้
.
เอือก.....ก
.
ผมรู้สึกเหนียวคอขึ้นมาทันที เมื่อเห็นราคาแบบจะ ๆ จนอึ้งไปชั่วครู่
.
Thank you.
.
ซึ่งผมทำได้เพียงแค่กล่าวขอบคุณ แล้วยิ้มตอบต่อน้ำใจที่พวกเขามีให้
จากนั้น ผมจึงเดินชมแสตมป์ที่ประเทศต่างๆ นำมาจัดแสดง ส่วนใหญ่จะเป็นแสตมป์เก่า และล้ำค่าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสิบสุดยอดแสตมป์ของโลก
ผู้เข้าชมด้องเดินเข้าแถว เรียงคิวเข้าไปดูทีละห้าคน ผมรู้สึกเป็นบุญตาที่ได้มาชมสิ่งของสูงค่าเช่นนี้ แสตมป์แต่ละดวงได้รับการปกป้องอย่างดี อยู่ภายใต้กระจกหนาประมาณหนึ่งฟุต ทุกดวงล้วนแล้วแต่มีจำนวนน้อยมาก และหายากยิ่ง
โดยเฉพาะ แสตมป์รูปเครื่องบินกลับหัวของอเมริกา ผมคิดว่าประหลาดสุดๆ ไม่รู้ว่าพิมพ์ผิดออกมาได้ยังไง อันที่จริงก็พิมพ์ออกมาจำหน่ายตามปกติ แต่กรมไปรษณีย์ของอเมริกาตรวจสอบพบความผิดพลาดอย่างแรง จึงเรียกเก็บคืนมาทำลายจนเกือบหมด
แสตมป์ดวงนั้นจึงตกทอดมาสู่ยุคปัจจุบันเพียงไม่กี่ดวงเท่านั้น
*******************
................. เมื่อมองดูนาฬิกาบนข้อมืออีกครั้ง เวลาล่วงเลยผ่านมานานพอสมควรแก่เวลาที่ผมจะต้องกลับบ้านซะแล้ว
ผมคิดว่า โอกาสหน้า ซึ่งน่าจะเหลืออีกไม่กี่ปี ผมจะกลับมาซึมซับบรรยากาศของงานนี้อีกครั้ง
และมีอยู่คำถามหนึ่ง มักจะมีหลายคนถามผมอยู่เสมอ
.
คุณได้อะไรจากการสะสมแสตมป์บ้าง?
.
ผมเห็นว่า ถึงแม้นแสตมป์แต่ละดวงนั้น จะเป็นเพียงกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีรูปโฉมหลายหลาก มีค่า มีราคามากยิ่ง เมื่อวันเวลาผันผ่านไป
แต่เหนือสิ่งอื่นใด
.
คุณค่าภายในดวงแสตมป์กลับอัดแน่นไปด้วย ความรู้ ด้านต่างๆ อย่างที่คุณคาดไม่ถึง
*******************

#1 By sukullac on 2007-10-04 03:13