****

ฉับพลัน!!! หนังสือเรียงรายเป็นแถวยาวจากชั้นวาง ตกลงมาลงไปนอนกองกับพื้นนับสิบเล่ม ก่อนที่ผมจะตวาดใส่แมวเจ้ากรรม มันกลับไหวตัวทัน หายออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

"เฮ้อ....... เซ็งฉิบ"

ผมได้แต่รำพึงอยู่ในใจ แต่ก็ต้องละจากงานที่ผมกำลังนั่งเผาส่งอาจารย์อยู่ กำลังเกรียมได้ที่เชียว เดินไปเก็บหนังสือที่กำลังเรียงรายอยู่บนพื้น ไปจัดไว้ ณ จุดเดิมที่เคยอยู่

สายตาของผมกลับสะดุดอยู่ที่หนังสือเล่มหนึ่ง

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Animal Farm หรือ รัฐสัตว์

จัดว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิก เป็นผลงานการประพันธ์ของ George Orwell พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 ซึ่งเป็นวรรณกรรมเสียดสี ล้อเลียนการเมืองชิ้นเยี่ยม โดนใจผมอย่างแรง.................
ผมหาซื้อหนังสือเล่มนี้ หลังจากที่ได้อ่านจากคอลัมน์หนึ่งในหนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งเป็นเด็กชั้น ป.5 แนะนำผ่านคอลัมน์ที่ผมกล่าวถึง
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ประกอบด้วยภาควรรณกรรม และภาควิเคราะห์ ซึ่งค่อนข้างละเอียดยิบ
ในเนื้อเรื่องจากภาควรรณกรรม กล่าวถึง การปฏิวัติของบรรดาสัตว์เลี้ยงภายในไร่แมนเนอร์ เมื่อทั้งม้า โค แกะ สุกร เป็ด ไก่ และสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ต่างก็หมดความอดทนต่อการกดขี่ ข่มเหง และขาดความดูแล เอาใจใส่จากเจ้าของไร่และลูกจ้าง
หลังจากขับไล่มนุษย์พ้นไปจากผืนดินแห่งนี้แล้ว บรรดาสัตว์ต่างๆก็ให้สุกร ซึ่งถือว่าฉลาดที่สุดในบรรดาสัตว์ภายในฟาร์ม ขึ้นมาเป็นผู้นำโดยอัตโนมัติ และเปลี่ยนชื่อจากไร่แมนเนอร์ เป็น รัฐสัตว์ (Animal Farm) พร้อมทั้งออกบัญญัติ 7 ประการ


ด้วยสติปัญญาอันจำกัดของบรรดสัตว์เลี้ยงภายในฟาร์ม เกินกว่าที่จะจำได้หมดทั้ง 7 ข้อ

กลุ่มสุกรจึงย่อเป็นคติพจน์

"สี่ขาดี สองขาเลว"

พวกแกะจะนำไปท่องตลอดทั้งเรื่อง (ส่วนใหญ่จะตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองซะมากกว่า) ท่องไป ท่องมา มันก็ถูกบิดเบือน ฉ้อฉล โดยผู้มีอำนาจในตอนท้ายเรื่องอยู่ดี

แต่ทว่า........ ในกลุ่มผู้นำมีสุกร 2 ตัวคือ สโนว์บอลและนโปเลียน ซึ่งมีความโดดเด่นไปคนละด้าน ขึ้นมาแย่งชิงอำนาจกันเอง แต่นโปเลียนได้อาศัยกำลังของสุนัขวัยฉกรรจ์ที่มีความดุร้าย ขับไล่สโนว์บอลออกไปจากรัฐสัตว์
หลังจากนั้น นโปเลียนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของบรรดาสัตว์ภายในฟาร์มแต่เพียงผู้เดียว และค่อยๆก้าวขึ้นมาเป็น ผู้กดขี่ เยี่ยงมนุษย์ที่ถูกขับออกไปจากฟาร์มนั่นเอง
โดยเนื้อหาหลักๆแล้ว ผู้ประพันธ์ต้องการสื่อให้เห็นถึงการขึ้นสู่อำนาจของชนชั้นปกครอง ด้วยการอ้างอุดมการณ์ในแบบสังคมนิยม ตามที่ผู้ประพันธ์ยึดถือมาตลอดชั่วชีวิต
แต่โดยเนื้อแท้แล้วทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้องล้วนๆ ไม่ต่างอะไรกับ พวกทุนนิยม และ"พวกศักดินา ที่ถูกพวกเขากล่าวหามาตลอด
สิ่งที่ผมได้จากวรรณกรรมเล่มนี้ นอกเหนือจากการเรียนรู้ธรรมชาติของชนชั้นปกครองแล้ว
การแสวงหาความเท่าเทียมในอุดมคติ
ในโลกแห่งความเป็นจริง
คงเป็นดั่งเช่นบัญญัติข้อสุดท้ายที่เหลืออยู่ในตอนท้ายเรื่อง


สัตว์ทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน
แต่สัตว์บางตัวมีความเท่าเทียมมากกว่าสัตว์ตัวอื่นๆ

***********

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


บทความชิ้นนี้มีอยู่สองเวอร์ชั่นครับ

อีกเวอร์ชั่นค่อนข้างจะออกไปในแนววิเคราะห์การเมืองสักหน่อย

++++++++++++++++

#1 By Juninyá on 2007-09-06 18:11


คนและสัตว์ต่างก็เหมือนกัน

#2 By สมบูรณ์ (203.148.249.79) on 2007-09-06 18:53

จะหาซื้อที่ใดเล่า...
น่าอ่านจังเลย
จะยังหาได้มั้ยเนี่ย

#4 By TangMay on 2007-09-07 22:58


ลองหาซื้อดูในศูนย์หนังสือจุฬา

ดูสิครับ ขนาดหนังสือแมคเตียเวลลี่

ที่ค่อนข้างหายาก ยังมีอยู่ครับ

#5 By Juninyá on 2007-09-08 05:53