มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔
.
        "บูรณ์......... ฉันไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก่อนนอนเหมือนจะไม่สบาย เมื่อคืนก็ฝันไม่ดีอีก" เฮีย
จ๋วง (สามีของฉัน) ระบายความในใจกับฉัน
        "แล้วเฮียฝันว่าอะไรล่ะ" ฉันเอ่ยถามพร้อมกับสังเกตเห็นท่าทางอันอิดโรยของเฮียจ๋วง
        "ฉันฝันว่าเดินไปที่สระน้ำ มีผู้หญิงกำลังเล่นน้ำอยู่ เรียกให้ลงไปเล่นน้ำด้วย ฉันกำลังจะ
เดินลงน้ำพอดี ตกใจตื่นก่อน และบางทีก็ฝันว่ามีคนตัวใหญ่ๆ ลากลงมาจากชั้นบน แล้วทุบตี ฉัน
เจ็บมากจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา" เฮียจ๋วงเปิดปากสาธยายความฝันให้ฉันฟัง

        ปกติเฮียจ๋วงพักอยู่ที่ร้าน ซึ่งทำกิจการขายอุปกรณ์ก่อสร้างในอำเภอโนนสูง ส่วนฉันกับ
ลูกๆนอนพักอยู่ในอำเภอเมืองโคราช รุ่งเช้าราวๆเจ็ดโมง ฉันขับรถเดินทางเกือบสามสิบกิโลเมตร
มาช่วยค้าขายที่ร้าน ในบางวันเฮียจ๋วงจะมาพักด้วยกันที่ในเมือง
        ..................
        ............
        .......

ต่อมา.....

        ฉันสังเกตเห็นความผิดปกติที่ขาของเฮียจ๋วง ซึ่งบวมออกมามากขึ้น และมีอาการไข้ขึ้นสูง

        "เฮีย......... เป็นอะไรรึเปล่า ไปหาหมอเถอะ" ฉันเอ่ยชวนเฮียจ๋วงด้วยความเป็นห่วง
        "ไม่เป็นไรหรอก......... ยังทำงานได้ ไม่เป็นอะไรมาก" เฮียจ๋วงตอบ
        "แล้วเฮียเลิกสูบบุหรี่ กินเหล้าบ้างได้มั้ย ฉันกลัวเฮียจะเป็นมะเร็ง" ฉันเอ่ยปากเตือนเฮีย
จ๋วง เมื่อเห็นอาการที่ไม่สู้ดีนัก
        "ถ้าฉันสูบบุหรี่แล้วเป็นมะเร็ง คนอื่นที่สูบมาตั้งนานก็ตายกันหมดแล้ว" เฮียจ๋วงพูดตัดบท
        "........................................."

        ฉันจนปัญญาที่จะพูด ได้แต่นิ่งเงียบ
        ..................
        ............
        .......

ในเวลาต่อมา.........

        เท้าของเฮียจ๋วงบวมมากขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะหายขาด ฉันจึงพาเฮียจ๋วงไปที่คลินิก หมอทำ
การตรวจร่างกายของเฮีย แล้วจ่ายยามาให้

        "เฮียจ๋วงเป็นโรคอะไร?"

        เป็นตะกอนที่ตกค้างอยู่ภายในใจฉัน ที่หมอไม่ได้บอกมาด้วย
        เมื่อนำยามาทานที่บ้าน อาการบวมที่ขาค่อยทุเลาลง
        ..................
        ............
        .......

ต่อมาไม่นานนัก..............

        ขาของเฮียจ๋วงก็บวมขึ้นมาอีก

        "เฮีย..... ควรจะไปโรงพยาบาลได้แล้วนะ" ฉันยื่นคำขาด
        "ฉันไม่มีเวลาหรอก ที่ร้านงานเยอะ" เฮียจ๋วงตอบปฏิเสธด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
        "มันจำเป็นนะเฮีย........ หมอจะได้รักษาถูก แต่ถ้าเฮียเป็นหนัก แล้วไปนอนที่โรงพยาบาล
หลายวัน มันไม่แย่ไปกว่านี้เหรอ" ฉันอธิบายเหตุผลด้วยสีหน้าขึงขัง
        "........................................."
.
        เฮียจ๋วงจำนนด้วยเหตุผล จำต้องไปที่โรงพยาบาลในโคราชกับฉันด้วยความจำยอม
        เมื่อไปถึงที่โรงพยาบาล หมอก็ทำการตรวจ แล้วให้เฮียจ๋วงนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อ
ตรวจดูอาการของโรคให้ละเอียด โดยให้ลูกสาวคอยดูแล ส่วนฉันก็กลับมาช่วยทำงานที่ร้าน
        ..................
        ............
        .......


.
สามวันต่อมา.........
.
       หลังจากที่เฮียจ๋วงพักอยู่ในโรงพยาบาล

        "กริ๊งงงง-------------------- ง"
        "เจ๊กๆ...... ขายของไปก่อนนะ เดี๋ยวไปรับโทรศัพท์ก่อน" ฉันบอกเจ๊กดำ ซึ่งเป็นน้องชาย
ของเฮียจ๋วง
        "กริ๊งงงง-------------------- ง"

        เสียงโทรศัพท์ยังคงเร่งเร้าอีกครั้ง ฉันสาวเท้ารีบจับหูโทรศัพท์ทันที

        "ฮัลโหล....... ญาเหรอ พ่อเป็นไงบ้าง?" ฉันรีบถามทันทีเมื่อรู้ว่าเป็นญา ลูกสาวของฉัน
โทรมา
        "จ๊ะแม่....... หมอบอกให้โทรมาตามแม่ ให้รีบมาที่โรงพยาบาล หมออยากจะคุยกับแม่
ด้วย" เสียงปลายสายตอบรับ
        "เออ.......... ได้ เดี๋ยวจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ ดูพ่อให้ดีๆด้วย" ฉันยืนยัน

        พูดจบ ฉันรีบวางหูโทรศัพท์ ทันที
        ฉันขับรถบึ่งออกมาอย่างเร่งรีบ เพื่อฟังคำตอบจากปากของหมอ เมื่อไปถึงที่โรงพยาบาล
ฉันเดินไปที่ห้องของหมอทันที

        "หมอ....... เฮียเป็นยังไงบ้าง? เป็นโรคอะไรเหรอ?" ฉันรัวคำถามใส่หมอเป็นชุด

        หมอนั่งหน้านิ่ง แล้วหยิบแผ่นฟิล์มเอ็กซเรย์ขึ้นมาหนึ่งแผ่น พร้อมกับชี้ไปที่จุดสีดำบนแผ่น
ฟิล์มเอ็กซเรย์

        "นี่เป็นจุดสีดำที่ปอดของคนไข้ หมอคิดว่าคนไข้จะเป็นโรคมะเร็งที่ปอด"

        เหมือนฟ้าผ่ากลางใจ ฉันนั่งนิ่ง แม้ว่าจะเตรียมใจไว้แล้วว่าเฮียจ๋วงจะเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งเฮีย
จ๋วงพูดอยู่เสมอว่า สูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปี โดยสูบมาเป็นระยะเวลากว่าสามสิบปี

        "แล้วมีวิธีรักษามั้ยหมอ" ฉันถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
        "คนไข้น่าจะเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว ไม่มีทางรักษาหรอกครับ เพราะเป็นที่ปอด ผ่าตัด
ก็ไม่ได้ ฉายแสงก็ไม่ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อคนไข้ แล้วจะให้บอกคนไข้มั้ยครับ" หมอสาธยาย
พร้อมกับเอ่ยถาม
        "งั้น........ หมอไม่ต้องบอกเฮียหรอก เดี๋ยวเฮียจะเสียใจ และหมดกำลังใจ" ฉันตัดสินใจ

        แล้วฉันเดินไปรับเฮียจ๋วงที่ห้องคนไข้ เฮียจ๋วงก็ถามขึ้นทันทีที่พบหน้าฉัน

        "บูรณ์....... ฉันเป็นโรคอะไรกันแน่" เฮียจ๋วงเอ่ยถามด้วยแววตากังวล
        "เฮียไม่เป็นอะไรมากหรอก หมอให้กลับบ้านได้แล้ว" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้
ปกติมากที่สุด

        ฉันพาเฮียกลับบ้าน ตลอดทางขับรถด้วยความนิ่งเงียบ ไม่ปริปาก เอ่ยคำพูดใดๆออกมา
ส่วนเฮียก็หลับลงด้วยความอ่อนเพลีย
        ฉันมิได้บอกกับญาติพี่น้องทางบ้านของเขา แต่ได้บอกกับลูกทั้งสามคนให้ช่วยกันดูแลพ่อ
เป็นกำลังใจให้กับพ่อ ถ้าเฮียจ๋วงอยากไปที่ไหน ฉันจะขับรถพาไป ฉันกับลูกๆคิดว่า ต้องเป็น
กำลังใจให้เฮียจ๋วงมีชีวิตอยู่กับเรานานที่สุด
        ..................
        ............
        .......


หลายวันต่อมา.....

        อาการของเฮียจ๋วงทรุดหนักลงเรื่อยๆ บางครั้งตัวร้อนราวกับหม้อที่ต้มน้ำเดือดแล้ว และใน
บางครั้งเฮียจ๋วงมีอาการหนาวสั่น ฉันหาผ้าห่มมาคลุมที่ร่างอันสั่นเทาของเฮียจ๋วงครั้งละสองสาม
ผืนด้วยกัน ฉันมักมองด้วยแววตาปวดร้าว ด้วยเห็นภาพใบหน้าของเฮียจ๋วงขาว ราวกับปราศจาก
โลหิตมาหล่อเลี้ยง
        ญาติพี่น้องทางบ้านของเฮียสงสัย และถามไถ่ ฉันจึงต้องบอกความจริงออกไป พวกเขา
เสียใจเมื่อรู้ความจริง แต่ก็พอทำใจได้บ้างแล้ว ฉันสังเกตอาการของเฮียจ๋วง หากอ่อนเปลี้ย
เพลียแรง ฉันจะพาไปที่โรงพยาบาลในเมืองทันที ให้เลือด เพื่อยื้อชะตาชีวิตให้ยาวนานขึ้นมาอีก

        "บูรณ์....... ฉันขอถามจริงๆเถอะ ว่าฉันเป็นโรคอะไรกันแน่? อยากรู้จริงๆ" เฮียจ๋วงถามขึ้น
ด้วยความสงสัย ขณะที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้

        ฉันอึกอักอยู่ชั่วครู่ รู้ตัวว่าไม่มีทางเลือก จึงต้องบอกความจริงออกไป

        "เฮีย........ ฟังแล้วอย่าเสียใจ อย่าคิดมากนะ" ฉันถามด้วยต้องการคำยืนยันจากเฮียจ๋วง
        "ฮื่อ.......... บอกมาเถอะ" เฮียจ๋วงยืนยัน
        "หมอบอกว่า....... เฮียเป็นมะเร็งปอด" ฉันตอบด้วยสีหน้าสลด พร้อมหน่วยน้ำตาเริ่ม
คลอเบ้า

        เมื่อเฮียจ๋วงได้ฟังคำตอบ สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความเศร้าสลด ความเงียบงันเข้า
มาปกคลุมในห้องพักผู้ป่วยที่อยู่กันเพียงลำพัง น้ำตาไหลอาบทั้งสองแก้มของเฮียจ๋วง พร้อมกับ
รำพึงขึ้นมา

        "ฉันเสียใจ ไม่คิดว่าจะเป็นโรคนี้ ไม่คิดว่าจะต้องมาตายก่อนพ่อแม่" เฮียจ๋วงเอ่ยน้ำเสียง
สั่นเครือด้วยสีหน้าและแววตาที่เศร้าสลด
        "ถึงจะเป็นใช่ว่าจะต้องตายเดี๋ยวนี้ ฉันและลูกจะคอยเป็นกำลังใจให้" ฉันพูดปลอบใจด้วย
น้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมน้ำตาหลั่งริน
        ..................
        ............
        .......


.
หลังจากนั้นไม่นาน............
.
        เฮียจ๋วงก็ตัวร้อนและมีเหงื่อท่วมตัว ฉันจึงนำผ้าเช็ดน้ำมาชุบตัวให้ เมื่อเฮียจ๋วงรู้สึกหนาว
ฉันก็นำผ้าห่ม มาห่มที่ร่างอันสั่นเทาของเฮียจ๋วง
        เมื่อเฮียจ๋วงทราบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็ง ก็จัดการเลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่บัดนั้น ถึงแม้นจะรู้ว่า
สายไปแล้ว ก็ตาม
        ในบางครั้ง เฮียจ๋วงไม่มีสติสัมปชัญญะ อย่างในขณะนั่งรถไปกับฉัน ซึ่งเป็นคนขับ เฮียจ๋วง
นั่งอยู่ข้างๆ ในช่วงที่รถกำลังวิ่งอยู่บนถนนสายมิตรภาพนั่นเอง

        "แกร่ก----------- แกร่ก"

        ฉันรู้สึกตกใจ เมื่อเห็นเฮียจ๋วงที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังจะเปิดประตูรถ แต่ยังดีที่ฉันได้ล็อกประตู
รถเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
        ในบางครั้ง เฮียจ๋วงรู้สึกอารมณ์ไม่ดี และมาระบายกับฉันและลูกๆ ซึ่งฉันเข้าใจและคิดว่า
ถ้าหากเป็นเราก็คงจะมีอารมณ์ไม่ปกติเหมือนกับเฮียจ๋วง
        ฉันรู้สึกว่าความเครียดได้เข้าก้าวมาอยู่ในหัวของฉัน ตามจำนวนภาระที่ฉันต้องแบกรับ แต่
ก็ต้องรับสภาพ มิได้ปริปากบ่น ระบายความในใจกับใครมากนัก แต่ฉันก็ยังมีพี่น้องของฉันคอย
เป็นกำลังใจให้ และปลอบใจฉันในห้วงเวลาที่ฉันจมอยู่กับความทุกข์
        ฉันมักจะบอกลูกๆอยู่เสมอว่า

        "ไม่ว่าพ่อจะดุด่า ว่ากล่าวอะไรก็ตาม อย่าโกรธพ่อเป็นอันขาด"
        ..................
        ............
        .......

ในปลายปี ๒๕๔๔

        ปิยะ ลูกชายคนโตเรียนจบปริญญาตรี และได้ไปทำงานเป็นบัณฑิตอาสาในโครงการ
กองทุนหมู่บ้าน โดยประจำอยู่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอโนนสูง หลังจากได้งานทำ เขามักจะ
กลับมาทานข้าวที่บ้านพร้อมพ่อแม่และน้องสาวอีกสองคนในเมืองเสมอ
        ฉันมักจะพาเฮียจ๋วง เข้า ออก ที่โรงพยาบาลหลายครั้ง หากเฮียจ๋วงเข้าไปรักษาอยู่ใน
โรงพยาบาล ในเวลากลางวัน ฉันขับรถมาช่วยขายของที่ร้าน ให้ปิยะมาช่วยดูแลพ่ออยู่เสมอ
        ในเวลากลางคืน ฉันจะมาอยู่เป็นเพื่อน คอยดูแลเฮียจ๋วง หากหมอให้กลับมาพักอยู่ที่บ้าน
ฉันจะพามานอนพักอยู่ที่บ้านในเมือง ซึ่งสามารถพาไปโรงพยาบาลได้สะดวกขึ้น ทำอยู่เช่นนั้น
ได้เก้าเดือนกว่า นับจากวันที่เฮียจ๋วงทราบว่าตนเองเป็นมะเร็ง
        ..................
        ............
        .......

ณ ยามเย็นย่ำ ค่ำคล้อยวันหนึ่ง............

        เฮียจ๋วงจะนั่งคอยทานข้าวกับฉันและลูกๆอยู่เสมอ แต่ปิยะยังไม่กลับมาบ้าน
        จู่ๆ เฮียจ๋วงก็พูดขึ้นมา

        "เมื่อก่อน ฉันนึกจะไปไหนก็ไป ไม่เคยคิดว่าใครจะคอยเป็นห่วงอยู่ที่บ้าน แต่ตอนนี้รู้แล้ว
ว่า เวลาคอยลูกกลับมานั้น ฉันห่วงเขามากแค่ไหน" เฮียจ๋วงเอ่ยด้วยแววตาสีหน้าสลดหดหู่
        "ไม่ต้องห่วงหรอกเฮีย เดี๋ยวไอ้ยะก็กลับมาเองแหละ" ฉันพูดปลอบใจเฮียจ๋วง
        "เฮ้ออออ.......... แต่ฉันก็ยังเป็นห่วงพ่อแม่เหลือเกิน ท่านแก่มากแล้ว ไม่รู้จะมีใครดูแล
ท่านได้หรือเปล่า" เฮียจ๋วงเอ่ยด้วยความห่วงใยพ่อแม่อย่างสุดซึ้ง
        "แล้วเฮียไม่ห่วงฉันกับลูกเหรอ" ฉันถามขึ้นมาด้วยความน้อยใจ
        "ไม่ห่วงอะไรมากนักหรอก ก็เพราะมีแม่อย่างแกคอยดูแลอยู่ไง" เฮียจ๋วงตอบ
        "........................................."

        ฉันรู้สึกอึ้ง นั่งนิ่งเงียบไปชั่วครู่

        "แล้วเฮียไม่รักฉันแล้วเหรอ" ฉันถามเฮียจ๋วงขึ้นมาอีกครั้ง
        "รักสิ.... และถึงตัวฉันจะตาย แต่ฉันก็จะอยู่ใกล้ๆแกและลูกเสมอ" เฮียจ๋วงเอ่ยด้วยความ
เศร้าซึม

        พูดได้ดังนั้น เฮียจ๋วงก็นั่งซึม ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบ้าน

        "ไม่ต้องห่วงพ่อแม่ของเฮียหรอกนะ ฉันจะดูแลให้ ฉันสัญญา" ฉันพูดปลอบใจเฮียจ๋วงที่มี
สีหน้าเศร้าสร้อย
        ..................
        ............
        .......

เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕

        เวลาที่เฮียจ๋วงจะอำลาโลกนี้ไป ใกล้เข้ามาทุกขณะ ฉันมักจะไปถามหมอเจ้าของไข้ถึง
อาการของเฮียจ๋วงในแต่ละช่วงเวลาเสมอ ฉันรับรู้ว่า เฮียจ๋วงมีอาการตุ่มขึ้นในปาก นำยามาทาก็
ไม่หาย และตุ่มนั้นลุกลามเข้าไปในทั่วลำคอ ราวกับว่า ตุ่มนั้นแตกแขนง แบ่งแยกเซลออกไปได้
เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เฮียจ๋วงทานอาหารไม่ได้ เฮียจ๋วงจะเพ้อ และเริ่มจะจำใครไม่ได้ ซึ่ง
สมองของเฮียจ๋วงไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีก
        ฉันให้ปิยะหยุดงานมาดูแลพ่อที่กำลังป่วยหนัก ในขณะที่ฉันต้องไปช่วยทำงานที่ร้าน เมื่อ
ถึงเวลาเย็น ฉันจะมาดูแลเฮียจ๋วง และให้ปิยะกลับไปอยู่กับน้องที่บ้าน
        ..................
        ............
        .......

ในบ่ายวันหนึ่ง.........

        ฉันรู้สึกเพลียมาก นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ที่มีพนักพิงอยู่ภายในร้าน
        ฉันกลับรู้สึกว่าตนเองอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เดินไปพบชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งศีรษะถูกโกน
สวมเสื้อสีขาว นั่งหันหลังอยู่เบื้องหน้า ฉันไม่พูดอะไร เพราะรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เดินเข้า
ไปใกล้ๆ เข้าค่อยๆหันหน้ามามองฉัน จนฉันรู้สึกตกใจ ที่เห็นใบหน้าของชายคนนั้น
        สติสัมปชัญญะ ประสาทสัมผัสทุกส่วนกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาโดยพลัน
ซึ่งฉันจำได้อย่างแม่นมั่นว่าชายคนที่พบในความฝันนั้นเป็น........
        ปิยะ ลูกชายของฉันกับเฮียจ๋วงนั่นเอง
        ฉันรับรู้โดยสัญชาติญาณทันทีเช่นกัน
.
        เฮียจ๋วงจะอยู่กับเราได้อีกไม่นาน
        ..................
        ............
        .......


.
วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
.
        พี่เอียดและฑูรย์มาช่วยดูแลเฮียจ๋วงแทน ด้วยความเป็นห่วงฉัน ที่ต้องขับรถมาทำงานใน
ตอนเช้า แล้วขับรถกลับมาดูแลเฮียจ๋วงในตอนเย็น อยากให้ฉันได้พักผ่อนบ้าง ส่วนปิยะก็กลับ
ไปทำงานต่อ
        เมื่อฉันมาที่โรงพยาบาลในเวลาเย็น

        "เฮียจ๋วง จะเพ้อตลอดเวลา น่ากลัวมากเลยล่ะอีบูรณ์เอ๊ย" ฑูรย์เล่าด้วยสีหน้าตื่นเต้น
        "แล้วเฮียเพ้อยังไงบ้าง" ฉันถามด้วยความสงสัย
        "เฮียจ๋วงจะเห็นคนมาหา พอกูยืนอยู่ก็บอกว่า หลบหน่อย เดี๋ยวมีคนเอาของมาให้ ทั้งๆที่ไม่
มีใคร และบอกว่ามีคนอยู่เต็มห้อง กูก็บอก อะไรกัน เฮียจ๋วงเห็น แต่กูไม่เห็น" ฑูรย์สาธยาย
        "........................................."

        ฉันไม่รู้จะพูดอะไรออกมา รู้สึกสับสนในเรื่องราวไปหมด ฉันจึงเดินไปหาพยาบาล ซึ่งอยู่
ใกล้ๆ กับห้องพักของเฮียจ๋วง

        "เฮียเริ่มจะเพ้อ เห็นคนโน้น คนนี้อยู่ในห้องเต็มไปหมด........." ฉันเล่าให้พยาบาลฟังถึง
อาการเพ้อของเฮียจ๋วง
        "เห็นแล้วเหรอคะ" พยาบาลสาวถามขึ้นด้วยสีหน้าสงสัย
        "แล้วเฮียจะอยู่ได้อีกนานมั้ย" ฉันถามด้วยความสงสัย
        "ถ้าเพ้อแล้ว คงจะอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์หรอกค่ะ" พยาบาลตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
        "........................................."

        ฉันนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ แล้วไม่ถามอะไรต่อ
        เมื่อรู้ว่าเฮียจ๋วงป่วยหนัก พี่ออก็รีบมาจากกรุงเทพฯ มาช่วยดูแลเฮียจ๋วงกับพี่เอียดและ
ฑูรย์
        ..................
        ............
        .......

วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕

        ฉันมาทำงานตามปกติ ได้บอกกับเจ๊กดำ น้องชายของเฮียจ๋วง

        "วันพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ คืนนี้เจ๊กน่าจะไปอยู่เป็นเพื่อนเฮียดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าเฮียจะไปวัน
ไหน" ฉันบอกพร้อมอธิบายเหตุผล
        "ฮื่อ........ งั้นเดี๋ยวไปคืนนี้เลยดีกว่า" เจ๊กดำตอบตกลง
        ..................
        ............
        .......

คืนนั้นเอง..........

        "ปวด......... ปวดเหลือเกิน.............. ทั้งตัวฉันปวดเหลือเกิน............. ปวดเหลือเกิน
............. ฉันอยากตาย............ จะได้ไม่ปวดอีก........."

        เฮียจ๋วงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าทรมาน เกินกว่าที่จะกล่าวออกมาได้ ฉันได้แต่นั่งมองด้วย
แววตาเอ่อท้นไปด้วยน้ำตา พี่เอียด พี่ออและฑูรย์ได้แต่นั่งในสีหน้าเศร้าซึม เจ๊กดำนั่งกุมมือ
พี่ชายไว้ตลอดเวลา ตลอดทั้งคืนไม่มีใครข่มตาหลับลงได้
        ..................
        ............
        .......

วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕

        พ่อ แม่ และน้องสาวของเฮียจ๋วงก็เดินทางมาที่โรงพยาบาล รวมถึงญาติๆอีกหลายคนก็มา
รวมตัวกันที่ห้องพักของเฮียจ๋วง โดยมิได้นัดหมาย
        เมื่อเห็นใบหน้าของลูกชาย แม่ของเฮียจ๋วงได้แต่เบือนหน้าหนี และยืนเช็ดน้ำตาอยู่อย่าง
เงียบงัน เฮียจ๋วงรับรู้ว่า พ่อและแม่ของตนเองมาเยี่ยม ความยินดีปรากฏอยู่บนใบหน้าอัน
ซีดเซียวของเฮียจ๋วง
        ถึงเวลาเที่ยง ฉันขับรถไปส่งพ่อแม่และน้องสาวของเฮียจ๋วงกลับไปที่ร้านในอำเภอโนนสูง
พร้อมกับคิดไว้ในใจว่าจะกลับมานอนพักผ่อนที่บ้านในเมือง ถึงช่วงเย็นจึงออกไปดูแลเฮียจ๋วงที่
โรงพยาบาล และให้พี่เอียดช่วยดูแลไปก่อน
        ..................
        ............
        .......

ในบ่ายวันนั้น..............

        หลังจากที่ไปส่งพ่อแม่และน้องสาวของเฮียจ๋วงกลับไปที่ร้านแล้ว ฉันกลับมาที่บ้านในเมือง
ขณะกำลังจะนอนพักผ่อนอยู่บนโซฟาภายในบ้านนั่นเอง

        "กริ๊งงงง-------------------- ง"

        ญา ลูกสาวของฉัน ซึ่งกำลังอยู่ในบ้านเช่นกัน รีบเดินมารับโทรศัพท์ทันที

        "ฮัลโหล....... ป้าเอียดเหรอคะ อ๋อ......... ให้ตามแม่มาเดี๋ยวนี้ใช่มั้ยคะ ได้ค่ะ" ญาคุย
โทรศัพท์อยู่ สายปลายทางเป็นพี่เอียดนั่นเอง

        และญาก็วางหูโทรศัพท์พร้อมกับเรียก

        "แม่ๆ ป้าเอียดโทรมาตาม บอกให้แม่รีบรับสาย" ญาบอกอย่างเร่งรีบ

        ฉันเดินไปด้วยท่าทางงัวเงีย จับหูโทรศัพท์มาแนบกับใบหูตนเอง

        "ฮัลโหล พี่เอียด มีอะไรเหรอ" ฉันถามด้วยความอ่อนเพลีย
        "เออ....... อีบูรณ์ มาที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย" เสียงเร่งเร้าของพี่เอียดจากปลายทาง
        "ฉันเหนื่อยน่ะพี่เอียด ขอนอนสักครึ่งชั่วโมงได้มั้ย" ฉันต่อรอง
        "ไม่ได้ มาเดี๋ยวนี้เลย" พี่เอียดเร่งเร้าอีกครั้ง
        "ได้........ เดี๋ยวฉันไปเดี๋ยวนี้แหละ" ฉันตกลงพร้อมกับวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่อง

        ฉันขับรถเพียงลำพังไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ทั้งๆที่มีอาการง่วงนอนและอ่อนเพลียเต็มที
        เมื่อไปถึงที่ห้องพักของเฮียจ๋วง ฉันรู้สึกหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง

        "ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆ................"

        ภาพที่ฉันเห็นเบื้องหน้า พี่เอียด พี่ออ และฑูรย์ กำลังยืนร้องไห้นัยน์ตาแดงก่ำ
        เฮียจ๋วงกำลังนอนพร่ำเพ้อ ด้วยความเจ็บปวดทรมาน สุดที่จะจับใจความออกมา อันแสดง
ให้เห็นถึง

        วาระสุดท้ายของชีวิตกำลังจะคืบคลานเข้ามาทุกที

        ฉันจึงตัดสินใจบางอย่าง

        "พี่เอียด ช่วยโทรตาม ไอ้ยะ ญา และอิ๋วมาที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้หน่อย" ฉันเอ่ยขอร้อง
พี่เอียดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
        "ได้..... เดี๋ยวโทรตามพวกมันเดี๋ยวนี้แหละ" พี่เอียดยืนยันกับฉันทั้งน้ำตา

        ซึ่งลูกของฉันทั้งสามคนเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นานนัก

        ฉันเดินไปกุมมืออันเย็นยะเยือบของเฮียจ๋วง รู้สึกได้ถึงความอ่อนแรงของเจ้าของมือ ซึ่งมี
ลมหายใจรวยรินเต็มที
        และแล้ว.............. อีกไม่กี่นาทีต่อมา
        เฮียจ๋วงก็จากไปอย่างสงบ หลุดพ้นจากความทรมานทางกายอย่างสิ้นเชิง
        ทิ้งไว้เพียงความทรงจำให้ฉันและลูกได้ระลึกอยู่เสมอ

        เมื่อลูกๆของฉันมาถึง ก็ได้ไปกราบเท้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะลาโลกไปแล้วก็ตาม

        "จ๋วงจะเพ้อหามึงตลอด อยากให้มาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย กูไม่กล้าบอกมึง ว่าจ๋วงกำลังจะตาย กลัวมึงจะ
ขับรถเร็ว แล้วมีอันตราย"

.
        พี่เอียดอธิบายเหตุผลในภายหลัง

 


         เฮียจ๋วงจากพวกเราไปแล้ว แต่ฉันยังต้องสู้ต่อไป จะอ่อนแอและท้อแท้ไม่ได้ ซึ่งฉันยังมี
ลูกๆ และพี่น้องทุกคนคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ ผู้ที่อยู่รายรอบตัวฉัน ล้วนเป็นคนดี ฉันรู้สึกภูมิใจ
เสมอ ที่มีลูกตั้งใจเรียน ไม่ทำให้เสียใจ อีกทั้งพี่น้องและหลานๆ ก็ยังคอยช่วยเหลือ ไม่ทอดทิ้ง
กัน
         เรื่องราวที่ได้เรียงร้อยถ้อยคำต่างๆ มา ณ ขณะนี้ เป็นอุทาหรณ์สอนใจฉันและลูกๆอยู่
เสมอ เมื่อเฮียจ๋วงอยู่ในวัยหนุ่ม มักจะติดตามไปกับกลุ่มเพื่อนๆ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ซึ่งแตกต่าง
จากเพื่อนของเฮียจ๋วง ที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ไม่มากนัก โดยในใจของเฮียจ๋วงอาจจะคิดว่าตนเองเท่
โก้เก๋ ตามแฟชั่น


        แต่ทว่า.........


        เมื่อได้เข้าสู่วังวนเหล่านี้แล้ว ยากที่จะถอนตัวออกมาได้ ถึงแม้เวลาต่อมาคิดจะเลิกอย่าง
เด็ดขาด แต่ไม่สามารถทำได้ดั่งใจคิด ซึ่งเฮียจ๋วงมักจะพูดอยู่เสมอว่า

        "ไม่ติด แต่เลิกไม่ได้"

        ถึงแม้ว่า อิ๋ว ลูกสาวคนเล็กของฉันและเฮียจ๋วง จะขอร้องให้ลด ละ เลิกก็ตาม

        ในบางคราวเฮียจ๋วงจะให้ฉันไปซื้อเหล้าเป็นลังๆ และบุหรี่เป็นแถวๆ มาให้ โดยที่ฉันไม่
เต็มใจนัก

        "เฮีย........ จะกิน จะสูบอะไรนักหนา เดี๋ยวก็เป็นมะเร็งหรอก ไม่ห่วงตัวเองเลยเหรอ
ฉันห่วงเฮีย แต่คงเลิกสูบบุหรี่ และเลิกเหล้าแทนเฮียไม่ได้"ฉันเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

        "ไม่พอตายหรอกน่า ฉันทำงานมาเหนื่อยๆ ฉันเครียด ขอแค่นี้ไม่ได้เชียวหรือ" เฮียจ๋วงพูด
ด้วยความน้อยใจ

        "........................................."

        ฉันได้แต่อึกอัก พูดอะไรไม่ออก
        จนกระทั่งเป็นโรคมะเร็งขึ้นมาโดยมิทันคาดคิด ถึงได้ทราบว่า หากไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ก็
จะได้อยู่กับฉันและลูกไปอีกนาน

.
        ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่จีรัง ไม่มีอะไรแน่นอน
.
        จงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทจะดีที่สุด
 

.
.************


.
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
ปีที่เผยแพร่ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


เดี๋ยวมีเวอร์ชั่นที่อยู่ในส่วนของผม

คอยติดตามอ่านดูก็แล้วกันนะครับ

หลังนิยายเรื่องต่อไปที่ผมกำลังคิดโครงร่างอยู่

ขอบคุณที่ติดตามกันครับ

#1 By Juninyá on 2007-08-21 18:17

ขอให้น้าจวงที่เป็นน้องชายที่แสนดีจงสู่สวรรค์ชั้นสูงๆด้วยเทอญ รักและคิดถึงทุกเวลา

#2 By สาคร (221.127.63.106) on 2007-08-21 22:52

น้าจวงเป็นพ่อที่รักลูกดุจดวงใจเป็นสามีที่รักเมียคนเดียวไม่มีเปลื่อน

#3 By สาคร (221.127.63.106) on 2007-08-21 23:02

ยังไม่อ่านเลย เก็บไว้ตื่นเต้น-ตื้นตัน

#4 By (124.121.195.151 /192.168.182.6) on 2007-08-22 00:39

อยู่ที่ไหนนะ

#5 By (124.121.184.8 /192.168.182.6) on 2007-08-22 10:15

รออ่านอยู่ตลอดครับเหมือนได้ย้อนไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

#6 By (124.120.131.34) on 2007-08-23 09:31

ยาวมากมาย
แต่อ่านแล้วเศร้า+ซึ้งใจมากเลย

จะรออ่านเอนทรี่ต่อไปนะคะ

#7 By TangMay on 2007-08-28 16:32

รักพ่อที่สุด ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้ได้เกิดเป็นลูกพ่อจ๋วงอีก

#8 By ya (125.24.73.98) on 2007-09-17 16:16

ถ้าพ่ออยู่ตอนนี้คงเป็นอะไรที่วิเศษสุดๆ มีทั้งแม่ที่เข้าใจ มีทั้งพ่อทีคอยเอาใจใส่ เพอร์เฟตสุดๆ

#9 By ya (125.24.73.98) on 2007-09-17 16:19

ดีใจที่มีส่วนทำให้พ่อมีความสุขจนนาทีสุดท้าย อยากให้พ่อรู้และอยู่ดูวันที่เรารับปริญญา

#10 By ya (125.24.73.98) on 2007-09-17 16:20

cry and miss you

#11 By (124.121.189.66) on 2007-09-19 08:42