มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔
.
        "บูรณ์......... ฉันไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก่อนนอนเหมือนจะไม่สบาย เมื่อคืนก็ฝันไม่ดีอีก" เฮีย
จ๋วง (สามีของฉัน) ระบายความในใจกับฉัน
        "แล้วเฮียฝันว่าอะไรล่ะ" ฉันเอ่ยถามพร้อมกับสังเกตเห็นท่าทางอันอิดโรยของเฮียจ๋วง
        "ฉันฝันว่าเดินไปที่สระน้ำ มีผู้หญิงกำลังเล่นน้ำอยู่ เรียกให้ลงไปเล่นน้ำด้วย ฉันกำลังจะ
เดินลงน้ำพอดี ตกใจตื่นก่อน และบางทีก็ฝันว่ามีคนตัวใหญ่ๆ ลากลงมาจากชั้นบน แล้วทุบตี ฉัน
เจ็บมากจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา" เฮียจ๋วงเปิดปากสาธยายความฝันให้ฉันฟัง

        ปกติเฮียจ๋วงพักอยู่ที่ร้าน ซึ่งทำกิจการขายอุปกรณ์ก่อสร้างในอำเภอโนนสูง ส่วนฉันกับ
ลูกๆนอนพักอยู่ในอำเภอเมืองโคราช รุ่งเช้าราวๆเจ็ดโมง ฉันขับรถเดินทางเกือบสามสิบกิโลเมตร
มาช่วยค้าขายที่ร้าน ในบางวันเฮียจ๋วงจะมาพักด้วยกันที่ในเมือง
        ..................
        ............
        .......

ต่อมา.....

        ฉันสังเกตเห็นความผิดปกติที่ขาของเฮียจ๋วง ซึ่งบวมออกมามากขึ้น และมีอาการไข้ขึ้นสูง

        "เฮีย......... เป็นอะไรรึเปล่า ไปหาหมอเถอะ" ฉันเอ่ยชวนเฮียจ๋วงด้วยความเป็นห่วง
        "ไม่เป็นไรหรอก......... ยังทำงานได้ ไม่เป็นอะไรมาก" เฮียจ๋วงตอบ
        "แล้วเฮียเลิกสูบบุหรี่ กินเหล้าบ้างได้มั้ย ฉันกลัวเฮียจะเป็นมะเร็ง" ฉันเอ่ยปากเตือนเฮีย
จ๋วง เมื่อเห็นอาการที่ไม่สู้ดีนัก
        "ถ้าฉันสูบบุหรี่แล้วเป็นมะเร็ง คนอื่นที่สูบมาตั้งนานก็ตายกันหมดแล้ว" เฮียจ๋วงพูดตัดบท
        "........................................."

        ฉันจนปัญญาที่จะพูด ได้แต่นิ่งเงียบ
        ..................
        ............
        .......

ในเวลาต่อมา.........

        เท้าของเฮียจ๋วงบวมมากขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะหายขาด ฉันจึงพาเฮียจ๋วงไปที่คลินิก หมอทำ
การตรวจร่างกายของเฮีย แล้วจ่ายยามาให้

        "เฮียจ๋วงเป็นโรคอะไร?"

        เป็นตะกอนที่ตกค้างอยู่ภายในใจฉัน ที่หมอไม่ได้บอกมาด้วย
        เมื่อนำยามาทานที่บ้าน อาการบวมที่ขาค่อยทุเลาลง
        ..................
        ............
        .......

ต่อมาไม่นานนัก..............

        ขาของเฮียจ๋วงก็บวมขึ้นมาอีก

        "เฮีย..... ควรจะไปโรงพยาบาลได้แล้วนะ" ฉันยื่นคำขาด
        "ฉันไม่มีเวลาหรอก ที่ร้านงานเยอะ" เฮียจ๋วงตอบปฏิเสธด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
        "มันจำเป็นนะเฮีย........ หมอจะได้รักษาถูก แต่ถ้าเฮียเป็นหนัก แล้วไปนอนที่โรงพยาบาล
หลายวัน มันไม่แย่ไปกว่านี้เหรอ" ฉันอธิบายเหตุผลด้วยสีหน้าขึงขัง
        "........................................."
.
        เฮียจ๋วงจำนนด้วยเหตุผล จำต้องไปที่โรงพยาบาลในโคราชกับฉันด้วยความจำยอม
        เมื่อไปถึงที่โรงพยาบาล หมอก็ทำการตรวจ แล้วให้เฮียจ๋วงนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อ
ตรวจดูอาการของโรคให้ละเอียด โดยให้ลูกสาวคอยดูแล ส่วนฉันก็กลับมาช่วยทำงานที่ร้าน
        ..................
        ............
        .......


.
สามวันต่อมา.........
.
       หลังจากที่เฮียจ๋วงพักอยู่ในโรงพยาบาล

        "กริ๊งงงง-------------------- ง"
        "เจ๊กๆ...... ขายของไปก่อนนะ เดี๋ยวไปรับโทรศัพท์ก่อน" ฉันบอกเจ๊กดำ ซึ่งเป็นน้องชาย
ของเฮียจ๋วง
        "กริ๊งงงง-------------------- ง"

        เสียงโทรศัพท์ยังคงเร่งเร้าอีกครั้ง ฉันสาวเท้ารีบจับหูโทรศัพท์ทันที

        "ฮัลโหล....... ญาเหรอ พ่อเป็นไงบ้าง?" ฉันรีบถามทันทีเมื่อรู้ว่าเป็นญา ลูกสาวของฉัน
โทรมา
        "จ๊ะแม่....... หมอบอกให้โทรมาตามแม่ ให้รีบมาที่โรงพยาบาล หมออยากจะคุยกับแม่
ด้วย" เสียงปลายสายตอบรับ
        "เออ.......... ได้ เดี๋ยวจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ ดูพ่อให้ดีๆด้วย" ฉันยืนยัน

        พูดจบ ฉันรีบวางหูโทรศัพท์ ทันที
        ฉันขับรถบึ่งออกมาอย่างเร่งรีบ เพื่อฟังคำตอบจากปากของหมอ เมื่อไปถึงที่โรงพยาบาล
ฉันเดินไปที่ห้องของหมอทันที

        "หมอ....... เฮียเป็นยังไงบ้าง? เป็นโรคอะไรเหรอ?" ฉันรัวคำถามใส่หมอเป็นชุด

        หมอนั่งหน้านิ่ง แล้วหยิบแผ่นฟิล์มเอ็กซเรย์ขึ้นมาหนึ่งแผ่น พร้อมกับชี้ไปที่จุดสีดำบนแผ่น
ฟิล์มเอ็กซเรย์

        "นี่เป็นจุดสีดำที่ปอดของคนไข้ หมอคิดว่าคนไข้จะเป็นโรคมะเร็งที่ปอด"

        เหมือนฟ้าผ่ากลางใจ ฉันนั่งนิ่ง แม้ว่าจะเตรียมใจไว้แล้วว่าเฮียจ๋วงจะเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งเฮีย
จ๋วงพูดอยู่เสมอว่า สูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปี โดยสูบมาเป็นระยะเวลากว่าสามสิบปี

        "แล้วมีวิธีรักษามั้ยหมอ" ฉันถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
        "คนไข้น่าจะเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว ไม่มีทางรักษาหรอกครับ เพราะเป็นที่ปอด ผ่าตัด
ก็ไม่ได้ ฉายแสงก็ไม่ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อคนไข้ แล้วจะให้บอกคนไข้มั้ยครับ" หมอสาธยาย
พร้อมกับเอ่ยถาม
        "งั้น........ หมอไม่ต้องบอกเฮียหรอก เดี๋ยวเฮียจะเสียใจ และหมดกำลังใจ" ฉันตัดสินใจ

        แล้วฉันเดินไปรับเฮียจ๋วงที่ห้องคนไข้ เฮียจ๋วงก็ถามขึ้นทันทีที่พบหน้าฉัน

        "บูรณ์....... ฉันเป็นโรคอะไรกันแน่" เฮียจ๋วงเอ่ยถามด้วยแววตากังวล
        "เฮียไม่เป็นอะไรมากหรอก หมอให้กลับบ้านได้แล้ว" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้
ปกติมากที่สุด

        ฉันพาเฮียกลับบ้าน ตลอดทางขับรถด้วยความนิ่งเงียบ ไม่ปริปาก เอ่ยคำพูดใดๆออกมา
ส่วนเฮียก็หลับลงด้วยความอ่อนเพลีย
        ฉันมิได้บอกกับญาติพี่น้องทางบ้านของเขา แต่ได้บอกกับลูกทั้งสามคนให้ช่วยกันดูแลพ่อ
เป็นกำลังใจให้กับพ่อ ถ้าเฮียจ๋วงอยากไปที่ไหน ฉันจะขับรถพาไป ฉันกับลูกๆคิดว่า ต้องเป็น
กำลังใจให้เฮียจ๋วงมีชีวิตอยู่กับเรานานที่สุด
        ..................
        ............
        .......


หลายวันต่อมา.....

        อาการของเฮียจ๋วงทรุดหนักลงเรื่อยๆ บางครั้งตัวร้อนราวกับหม้อที่ต้มน้ำเดือดแล้ว และใน
บางครั้งเฮียจ๋วงมีอาการหนาวสั่น ฉันหาผ้าห่มมาคลุมที่ร่างอันสั่นเทาของเฮียจ๋วงครั้งละสองสาม
ผืนด้วยกัน ฉันมักมองด้วยแววตาปวดร้าว ด้วยเห็นภาพใบหน้าของเฮียจ๋วงขาว ราวกับปราศจาก
โลหิตมาหล่อเลี้ยง
        ญาติพี่น้องทางบ้านของเฮียสงสัย และถามไถ่ ฉันจึงต้องบอกความจริงออกไป พวกเขา
เสียใจเมื่อรู้ความจริง แต่ก็พอทำใจได้บ้างแล้ว ฉันสังเกตอาการของเฮียจ๋วง หากอ่อนเปลี้ย
เพลียแรง ฉันจะพาไปที่โรงพยาบาลในเมืองทันที ให้เลือด เพื่อยื้อชะตาชีวิตให้ยาวนานขึ้นมาอีก