บางครั้ง....
.
พ่อกลับมาอยู่บ้าน หากไม่ใช่ฤดูกาลทำนา พ่อจะมาอยู่สิบวัน ไม่เกินหนึ่งเดือน ช่วงที่มาอยู่ ส่วนใหญ่จะดื่มสุรา บางวันก็ดื่มตั้งแต่เช้าจดค่ำ ฉันกับน้องสาวรู้สึกกลัวมากเวลาพ่อเมา เป็นเพราะพวกเราสามคนมักจะโดนดุอย่างไม่มีเหตุผลอยู่เสมอ
.
เฮ้ยๆ.... อีริน อีแบ๊ะ ไปแอบอยู่ก๊ะสวนเหอะ ฉันเอ่ยปากชวนน้องสาวทั้งสอง
ฮื่อ.... อีรินก๊ะอีแบ๊ะพยักหน้าพร้อมกัน แล้วตามฉันเข้าไปหลบอยู่ในสวน
.
แต่ในบางครั้งก็จะพากันไปที่บ้านของยาย เมื่อฉันกับน้องแน่ใจว่า พ่อสร่างเมาแล้ว ฉันกับน้องสาวทั้งสองค่อยๆย่องกลับเข้าบ้าน
แม้นวันเวลาจะล่วงเลย แต่พ่อก็ยังคงเป็นเช่นเดิม จนทำให้ฉันคิดขึ้นมา
.
ทำไมพ่อถึงต้องกินเหล้า ในเมื่อกินแล้ว พ่อก็เปลี่ยนไป จากคนที่ไม่ค่อยพูดและมีเหตุผล กลับกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล นึกจะด่าใคร ก็ด่า นึกจะว่าใคร ก็ว่า และด่าจนกว่าจะหลับ และที่สำคัญ ทำให้ลูกๆ มีความทุกข์ใจ
.
ฉันจึงตั้งปณิธานขึ้นไว้ในใจ
.
ถ้าฉันเติบโตขึ้น ฉันจะไม่แตะต้องอบายมุขใดๆ
.
ซึ่งอบายมุขต่างๆ ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่ง ความทุกข์ คนที่เรารัก และคนที่รักเรา ต่างก็เป็นทุกข์
ฉันคิดว่า......
.
การดื่มสุรา ล้วนส่งผลเสีย ทำไมต้องดื่ม มันอยู่ที่ตัวเราเองมิใช่หรือ
.
อันที่จริง ฉันและน้องสาวต่างก็คิดว่า พ่อเป็นคนดี ถึงแม้นจะชอบ ร่ำสุราเป็นอาจิณ แต่ก็ไม่เคยนำสมบัติพัสถานที่หาร่วมกันกับแม่ไปขายให้กับคนอื่น
.
ยังคงเก็บรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของลูกๆ
..................
............
.......
.
มีอยู่คราหนึ่ง.....
.
ฉันและน้องเห็นพ่อเริ่มเมา พวกฉันรีบเข้าไปในสวน ฉันปีนขึ้นไปแอบอยู่บนต้นฝรั่ง ส่วนอีรินกับอีแบ๊ะเข้าไปแอบอยู่ในพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้กัน
ฉันเงยหน้าขึ้นมาเห็นรังนกอยู่บนปลายไม้ แต่ไม่เห็นสิ่งใดอยู่ภายในรัง ฉันจึงมองลงมาที่ใต้ต้นฝรั่ง เจอลูกนกตกอยู่ที่พื้น
.
ถ้าลูกนกอยู่ตรงนี้ ต้องตายแน่
.
เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉันลงไปหยิบลูกนก ปีนขึ้นไปบนต้นฝรั่ง แล้ววางลูกนกไว้ในรัง
.
ถ้าพ่อแม่ของมันกลับมาไม่เห็นลูก ก็คงจะเสียใจ อยากให้มันอยู่กับพ่อแม่ของมัน อย่าให้เหมือนกับฉันเลย
.
ฉันคิดด้วยความรู้สึกเศร้าใจจนสุดบรรยาย
..................
............
.......
.
เมื่อถึงฤดูกาลทำนา.....
.
มีอยู่ปีหนึ่ง พ่อกลับมาที่บ้านมาทำนา
พ่อมักจะตื่นตั้งแต่ตีสี่ พาฉันกับน้องออกไปทำนาที่โนนตะหนินเสมอ พร้อมกับพูดอยู่เสมอว่า
.
เกิดเป็นคนต้องตื่นเช้าพร้อมนกกา มีเวลาหากินมาก จะได้ไม่อดอยาก
.
พ่อเป็นคนแบกคันไถไปนา อีรินลุกขึ้นมาหุงข้าวจนสุก แล้วหิ้วน้ำตามไป อีแบ๊ะถือห่อข้าวไปกินที่นา ส่วนฉันนำควายสองตัวไปเลี้ยงอยู่แถวนั้น
ในช่วงนั้น พ่อพาพวกฉันนอนแต่หัวค่ำ ตื่นตั้งแต่เช้าออกไปทำนาทุกวัน
แม้นประสบกับภัยธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้มาจะไม่มากมายนัก แต่ฉันกับน้องสาวต่างรู้สึกสุขใจที่พ่อมาอยู่ด้วยนานกว่าที่ผ่านมา
แม้นบางวันพ่อจะดื่มสุราบ้างก็ตาม
ในเวลาที่พ่อนอนหลับ ฉันและน้องสาวจะเดินให้เบาที่สุด ซึ่งคำสั่งสอนของพ่อฝังอยู่ในหัวของฉันกับน้องสาวเสมอมา
อย่างคำสอนเรื่องการเดิน
.
เวลาเดิน อย่าเดินเสียงดัง ถ้าเดินเสียงดัง เป็นคนไม่มีมารยาท เวลาเดินให้เอาปลายเท้าลง
.
อย่าเดินลากเท้ากับพื้น คนที่เดินลากเท้ากับพื้น ขนาดเท้าของตัวเองยังยกไม่พ้นพื้น แล้วจะไปทำมาหากินอะไรได้
.
อย่าเดินขย่มตัว ถ้ามีเงินเท่าไหร่ ก็ใช้จนหมด
.
คำสอนเรื่องการพึ่งพาตนเอง
.
จงรู้จักช่วยเหลือตัวเอง อย่างอมืองอเท้า
.
และพ่อมักจะกล่าวถึงสัจธรรมของชีวิตอยู่เสมอ
.
คนเราทุกคน ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ถ้าไม่มีทั้งสองอย่าง ก็คือคนที่ตายไปแล้ว
.
ในเรื่องนี้ ฉันและน้องสาวต่างก็รู้ซึ้งถึงความหมายอยู่เสมอ
.
เมื่อเรารู้สึกเป็นทุกข์ก็อย่าไปเสียใจมาก ถึงแม้จะมีความสุข ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะมีความสุขไปตลอด
.
เป็นความจริงแท้ ที่พ่อต้องการจะบอกพวกเรา
..................
............
.......

 


.
ในเย็นวันหนึ่ง....
.
ขณะนั้นฉันมานั่งเล่นที่แคร่ตรงใต้ถุนบ้านของยาย พี่ม้วนลูกของลุงทรเดินมาหาฉัน
.
คืนนี้ฉันจะมานอนที่บ้านแม่ใหญ่ แกมานอนด้วยมั้ย พี่ม้วนเอ่ยชวน
จ๊ะ.... พี่ม้วน ฉันตอบรับ
..................
............
.......
.
ช่วงหัวค่ำ....
.
ฉันมาที่บ้านของยายตามที่นัดไว้กับพี่ม้วน ส่วนอีรินกับอีแบ๊ะอยู่กับพ่อที่บ้าน
ฉันกับยายนั่งรอพี่ม้วนอยู่นาน
.
อีม้วนคงไม่มาแล้วล่ะ อีบูรณ์ มึงไปนอนเถอะ ยายเอ่ยชวนเมื่อยังไม่เห็นพี่ม้วนมาตามนัด
จ๊ะ.... แม่ใหญ่ ฉันตอบรับ แล้วเดินตามยายเข้านอนในห้องอย่างว่าง่าย
..................
............
.......
.
ตกดึกคืนนั้น....
.
พรึ่บ
.
แสงสว่างจากตะเกียงดวงน้อย ถูกจุดขึ้นมาโดยพลัน มือข้างซ้ายของฉันถือตะเกียงดวงนั้นเดินลงจากบ้าน ไปทำธุระส่วนตัว หลังเสร็จกิจ ฉันเดินถือตะเกียง กลับมานอนข้างกับยายในห้อง
.
บรู๊ว---------ว....
.
เสียงหอนดังโหยหวน อันเย็นยะเยือกของสุนัข มาจากป่าช้า ผ่านวัด มายังโสตประสาทของฉัน ซึ่งรับรู้ได้ทันทีว่า
.
มีสิ่งไม่ชอบมาพากลกำลังจะเกิดขึ้น
.
ใจฉันหวนนึกถึง สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนวันสงกรานต์ เมื่อคราวที่แล้ว
.
ตุ๊ม ตุ๊ม - ตุ๊ม------------------ ม
ก๊อง ก๊อง ก๊อง------------- ง
แอ่ อี๊ แอ ------------------- อ
บรู๊ว------------------------ว
.
ฉันสัมผัสเสียงปี่ พาทย์ ฆ้อง กลอง ส่วนสุนัขก็หอนรับกันเป็นทอดๆ จนเสียงมาหยุดอยู่ที่ครัวบ้านของยาย
.
ตุ๊บ.......... บ ........... บ.......... บ
.
เสียงเดินของคนหลายคนขึ้นมาบนบ้าน แล้วมาหยุดอยู่ ณ ที่ฉันและยายนอนอยู่
ฉันได้แต่นอนตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาเบิกโพลง ฉันรับรู้ว่าพวกเขามาเดินดูฉันกับยาย พร้อมกับตระเตรียมการบางอย่าง
ภาพที่ฉันเห็นเป็นดวงแสงหลายดวงอยู่ตรงหน้า
.
เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง --------- ง
.
ระนาดโบราณ เป็นลำนำขับขานขึ้นก่อน เสียงเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ ก็บรรเลงตาม
.
"ตุ๊ม ตุ๊ม - ตุ๊ม------------------ ม
ก๊อง ก๊อง ก๊อง------------- ง
แอ่ อี๊ แอ ------------------- อ
บรู๊ว------------------------ว
.
ดนตรี ปี่ พาทย์ บรรเลงพร้อมกับเสียงอันโหยหวนสุดบรรยายของสุนัข
.
เอ่อ เออ เอิ๊ง เอย -------- ย
.
ฉับพลัน!!! ภาพที่ปรากฏแก่สายตา ในใจฉันไม่อยากจะเชื่อว่า มันจะเป็นไปได้ อยู่ๆ ยายที่นอนอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นมาร้อง รำ ไปตามจังหวะดนตรี ซึ่งกำลังบรรเลงอยู่ ราวกับว่า ฉันกำลังชมการแสดงดนตรีไทยโบราณอยู่ มีฉันรับชมอยู่เพียงผู้เดียว ด้วยดวงใจที่สั่นไหว
.
ตึ่ก ตั่ก ......... ตึ่ก ตั่ก ......... ตึ่ก ตั่ก ......... ก
.
เสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ ที่ได้ยินอย่างชัดเจน เหมือนกับว่าจะหยุดเต้น เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ฉันได้แต่นอนกลั้นลมหายใจ ด้วยกริ่งเกรงว่า
เสียงลมหายใจจะดังจนพวกนั้นได้ยิน
ในห้วงลึกของจิตใจฉัน อยากจะถามยายว่า
.
แม่ใหญ่.... เป็นอะไร?
แล้วรู้ตัวใหม?
.
แต่แล้ว ก็มิอาจเอ่ยสิ่งที่สงสัยอยู่ในใจออกมาได้

***************
สักพักหนึ่ง เสียงหอนของสุนัข กับเสียงดนตรี ปี่ พาทย์ ลอยหายไปกับสายลม กลับสู่ ณ จุดกำเนิดเดิม
ก็คือที่ ป่าช้า นั่นเอง
หลังจากเสียงต่างๆ เงียบลง ร่างของยายก็ค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ณ จุดที่ยายรำอยู่
ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันติดตา จนไม่อาจข่มตาหลับลงได้ทันที
..................
............
.......
.
เช้าวันต่อมา..........
.
หลับดีไหม .......... อีบูรณ์ ยายเอ่ยถามฉันขณะที่กำลังชงนมข้นที่ผสมกับน้ำร้อนอยู่
หลับดีจ๊ะ .......... แม่ใหญ่ ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
.
ฉันคิดว่า ยายคงไม่รู้ตัว ฉันจึงไม่พูดอะไรมาก และไม่ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แต่ฉันก็ยังไปเยี่ยมหายายเป็นประจำ แต่ไม่นอนค้างที่บ้านยายเลยนับแต่นั้น
..................
............
.......
.
ในบ่ายวันหนึ่ง...........
.
ฉันพาอีแบ้กับแม่ของมันไปเลี้ยงที่โนนตะหนินตามปกติ โดยที่ฉันมิอาจฉุกคิดได้ว่าต้องสูญเสีย สิ่งที่ฉันรักมาก ไป
ในตอนนั้น ฉันสังเกตเห็นควายตัวหนึ่ง เป็นเพศผู้ และตัวใหญ่มาก จากฝูงควายอีกฝูงหนึ่ง จ้องมองฉันด้วยตาไม่กระพริบ บางสิ่งบางอย่างในด้านลบได้แผ่ออกมาจากควายตัวนั้น จนฉันรู้สึกได้อย่างชัดเจน
ฉันกลับไม่คิดอะไรมาก เล่นกับอีแบ้ โดยไม่สนใจควายตัวนั้น
.
กุ๊บ.................. กุ๊บ................. กุ๊บ................. กุ๊บ
.
เสียงฝีเท้าอันรวดเร็วของควายตัวใหญ่ วิ่งพุ่งตรงมาที่ฉัน หัวของควายตัวนั้นก้มลงให้เขาอันแหลมคมของมัน พุ่งเข้ามาที่ร่างฉันได้อย่างถนัดถนี่ยิ่งขึ้น
ส่วนฉัน เมื่อเห็นว่ากำลังมีอันตรายเข้ามากร้ำกราย แต่ฉันกลับตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยืนนิ่ง แข็งทื่อ ราวกับจะเป็นเป้าให้มันขวิด
ก่อนที่เขาของมันจะเสียบร่างฉันนั้นเอง
.
ฉึก............ก...........ก
กร๊อบ........ บ........บ
.
มิทันคาดคิด มีเงาร่างหนึ่งพุ่งมารับเขาควายตัวนั้น เป็น อีแบ้ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พุ่งเข้ามาขวาง ก่อนที่เขาควายตัวนั้นจะถึงร่างของฉัน
หยาดโลหิตของอีแบ้ หลั่งรินอยู่ที่ขาหลัง โลหิตชโลมย้อมเกือบทั่วเขาควายตัวนั้น อีแบ้ขาหัก กระดูกแตก และมิอาจประคองร่างของมันให้ลุกขึ้นยืนได้
ส่วนควายตัวนั้น รีบดึงเขาออกจากขาอีแบ้ โลหิตสีแดงข้นของอีแบ้เต็มเขาข้างหนึ่งของมัน
มันหันมามองอีแบ้ที่มารับเคราะห์แทนฉัน แล้วหันมามองฉันที่ยังตกตะลึง ยืนนิ่งอยู่กับที่ แววตาที่ดูราวกับว่ามันอาฆาตมาดร้าย ตั้งแต่มันเห็นฉันคราวแรก ค่อยผ่อนคลายลง มันเดินกลับไปที่ฝูงของมัน โดยไม่สนใจฉันกับอีแบ้ ที่ยังนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นข้างหน้าฉัน
ฉันเข่าอ่อนนั่งลงอยู่ที่ข้างๆ ร่างของมัน
.
ถ้าฉันโดนมันขวิด ฉันก็คงไม่รอด
.
ในใจของฉันได้แต่คิดเช่นนั้น

***************
เอ้า....... อีบูรณ์ ลุกขึ้นได้แล้ว กลับบ้านเหอะ ไป๊
.
คนเลี้ยงควายที่อยู่ในบริเวณนั้น ไม่ทันได้เห็นเหตุการณ์ แต่เห็นฉันนั่งอยู่ข้างๆอีแบ้ มาจับฉันให้ยืนขึ้น
.
เอ้า........... เดี๋ยวกูจะกลับมาเอาควายมึงตามกลับไปทีหลัง กลับบ้านไปก่อน ชายคนนั้นสำทับ
.
ชายคนนั้นจูงมือพาฉันกลับบ้าน ฉันหันหน้ากลับมามองหน้าอีแบ้ ภาพที่ฉันเห็น น้ำใสๆจากดวงตาของมันไหลริน ในแววตาแสดงเค้าอาลัย ราวกับจะบอกว่า
.
เราจะต้องจากกันแล้ว รักษาตัวด้วย
.
ฉันจดจำภาพนั้นเสมอมา
..................
............
.......

 


.
เช้าวันต่อมา ...........
.
พวกกูฆ่าควายของมึงแล้ว มันบาดเจ็บมาก เอาข้ามน้ำกลับมาไม่ได้ ชายคนเลี้ยงควายมาบอกข่าวร้ายกับฉันถึงบ้าน
.
เมื่อรับรู้ข้าว น้ำตาของฉันหลั่งรินอาบแก้ม ได้แต่รู้สึกเสียใจ และตั้งคำถามอยู่ในใจอยู่ตลอด
.
เพราะอะไรมันถึงต้องวิ่งมารับเคราะห์แทนฉันด้วย
.
ฉันยิ่งรู้สึกว่า
.
การพลัดพรากเป็นสิ่งอนิจจัง มิเที่ยงแท้
.
ในเวลาต่อมาไม่นานนัก พ่อของฉันก็นำแม่อีแบ้ไปขายให้กับคนอื่น แล้วพ่อก็ออกไปหางานทำยังถิ่นอื่น
..................
............
.......
.
ในบางครั้ง...........
.
พี่สาวของฉันจะกลับมาเยี่ยมฉันกับน้องสาวที่บ้าน เมื่อจะกลับไปทำงาน
.
พี่เอียด.............. ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาให้ฉันด้วย ฉันร้องขอ
มึงปลูกเป็นเหรอ......... อีบูรณ์ พี่เอียดถามด้วยความสงสัย
เป็นสิจ๊ะ ฉันยืนยันหนักแน่น
ได้............. เดี๋ยวจะซื้อมาให้ พี่เอียดรับคำ
.
พี่เอียดซื้อเมล็ดพันธุ์ผักไว้ให้ ฉันกับน้องสาวช่วยกันขุดดินจนเป็นร่อง เท่าที่แรงมีและทำได้ ซึ่งฉันกับน้องสาวเคยสังเกตเห็นชาวบ้านเขาทำกัน แล้วเอาเมล็ดพันธุ์โรยไว้กับร่องดิน จากนั้นจึงเอาฟางปิดและรดน้ำ จนผักต่างๆงอกเงยออกมา
ฉันกับน้องสาวเก็บผักที่ปลูกขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงไปทำกับข้าว
.
เราก็ทำได้
.
เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของฉันและน้องสาว
ชาวบ้านเดินผ่านไป มา ก็ได้แต่มองพวกฉัน โดยที่ฉันกับน้องสาวไม่สามารถคาดเดาความคิดของพวกเขาได้
..................
............
.......
.
อยู่มาวันหนึ่ง..........
.
อีบูรณ์...... อีนังนกกระปูดมันหายไปไหน อีแบ๊ะ ถามด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง
กูก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันตอบด้วยสีหน้าสุดที่จะหาคำตอบอื่นใดได้
แต่มันเพิ่งจะออกลูกนะ มันจะไม่กลับมาให้นมลูกมันเหรอ อีรินถามขึ้น
ก็ไม่รู้สิ เดี๋ยวคืนนี้มันก็มามั้ง ฉันตอบด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ
.
ฉันและน้องสาวสังเกตเห็นว่า นังนกกระปูด แมวของฉันหายออกจากบ้านแล้วหนึ่งอาทิตย์
มันเพิ่งออกลูกมาสามตัว ตัวผู้ทั้งหมด เป็นครอกที่สอง ลูกของมันที่ออกมาครอกแรก มีคนขอไปเลี้ยงหมด
.
มันคงรักลูกของมันมาก และรักพวกเราด้วย ถ้ามันยังไม่ตาย มันคงไม่หายไปหรอก
.
ฉันได้แต่นึกและรู้สึกสังหรณ์ใจสุดที่จะบรรยายได้
.
ขอให้แมวของฉันกลับมาให้นมลูกมันด้วยเถิด
.
เมื่อถึงเวลาสวดมนต์ก่อนนอน ฉันได้แต่อธิษฐานเช่นนั้น
..................
............
.......
.
ตกดึกคืนนั้น........
.
งาว............ งาว................งาว
.
เสียงอันคุ้นเคยของมัน ทำให้ฉันคลายความกังวลใจ ภายในใจฉันรู้สึกดีใจและคิดว่า มันคงยังไม่ตาย ฉันกับอีรินและอีแบ๊ะ ลงมาดูตามต้นกำเนิดเสียง แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาร่างของมัน
..................
............
.......
.
เช้าวันต่อมา........
.
ฉันเดินไปที่นาตามลำพัง ด้วยความรู้สึกบางอย่างว่า อาจจะพบตัวแมวของฉัน
ฉันเดินลัดเลาะตามทุ่งนา ผ่านคลอง และกำลังจะเดินไปที่หนองน้ำ
พลัน!!! สายตาของฉัน หยุดลงที่ร่างของสัตว์สี่เท้า ตัวไม่ใหญ่นัก นอนอยู่ริมหนองน้ำ
เป็นแมวโดนงูกัดตายนั่นเอง
เป็นแมวตัวเดียวกันที่ฉันกำลังตามหาอยู่
หน่วยน้ำใสๆ ในดวงตาเริ่มไหลรินอาบแก้มของฉัน
ฉันทำได้แค่เดินร้องไห้กลับมาที่บ้าน

***************
อีริน......... อีแบ๊ะ นังนกกระปูดมันตายแล้ว ฉันบอกน้องสาวทั้งน้ำตา
ฮื่อ....... น้องสาวทั้งสองคนผงกหัวพร้อมกัน ด้วยสีหน้าและแววตาที่เศร้าสลด
ไป......... ไปหาไม้มาเผามันเถอะ ฉันร้องบอก
.
ฉันกับน้องสาวหาไม้มากองรวมกันที่ริมหนองน้ำ ฉันอุ้มร่างอันไร้วิญญาณของมันขึ้นไปวางไว้บนกองไม้ แล้วจุดไฟเผา
ควันลอยคละคลุ้งอยู่ ณ จุดที่นำไม้มากอง ร่างของแมวกลืนหายไปกับกองเพลิง ฉันกับน้องสาวนั่งยกมือไหว้อธิษฐาน
.
ขอให้มันไปดี ไม่ต้องเป็นห่วงลูกมัน ฉันจะเลี้ยงลูกของมันเอง
.
ฉันได้แต่ภาวนาเช่นนั้น
ในเวลาต่อมา ฉันกับน้องสาวเลี้ยงลูกของมันทั้งสามตัวจนเติบใหญ่
.


สิ่งต่างๆ ที่เป็นประสบการณ์ในวัยเด็กของฉัน

ต่างมีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันไป
.
ดั่งคำพ่อสอน
.
ฉันใช้ชีวิตในแบบนี้มาโดยตลอด

แต่กลับไม่เคยคิดว่ามันลำบากเลยสักนิด
.
ไม่รู้สึกว่าชีวิตมีปมด้อย
.
พร้อมจะสู้ชีวิตต่อไป

 

 

.
.
.
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
ปีที่เผยแพร่ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


ทุกท่านที่ติดตามผลงานของผมอย่าตกใจ

ผมเปลี่ยนแค่ชื่อเรื่องใหม่เท่านั้นเองครับ

เป็นเรื่องเดียวกันกับ "ชีวิตกำพร้าในวัยเด็ก"

รายละเอียด เป็นอย่างไร? เปลี่ยนชื่อ เพราะเหตุใด?

แล้วผมจะมาเฉลยให้ทราบในภายหลังนะครับ

**********************************

#1 By (203.148.249.69) on 2007-07-26 06:49

อ่านแล้วทําให้คิดได้ว่าทําไมเด็กตัวเล็กๆดูเหมือนจะรู้เรื่องอะไร กลับเป็นคนจดจําสิ้งต่างๆในอดีดได้ยอดเยีอมจริงๆ ส่วนพี่ก็จําได้อยู่อย่างหนึ่งคือตอนที่ยายนอนหลับ ตอนกลางคืนจะมีเสีองหมาหอนมาก่อน แล้วก็จะมีเสีองปี่พาทย์คร้องกลองเสีองโห่ของคนเดินแห่อะไรสักอย่าง พี่ก็จะเป็นเช่นเดีอวกันคือนอนตัวแข๊งถื้อกลัวทุกอย่างแม้แต่ลมหายใจตัวเอง ก็ไม่อยากได้ยินเลย ยายแก่ร้ายรํา สวยงามมากแต่น้ากลัว ทุกวันนี้ยังหาคําตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าสิ้งที่เราเห็นแต่เล็กนั้นมันคืออะไร ผีหลอกไช้มั้ยแล้วผีมีจริงหรือ แล้วมันเกียวกับยายได้ไง เพราะยายยังไม่ตายในคณะนั้นทุกวันนี้ก็ยังสรุปไม่ได้เลยน้ะ

#2 By ป้าสาคร (221.127.63.246) on 2007-07-26 07:55

ขอบใจคนเขีอนขึ้นมาทําให้ความทรงจําเก่าๆเมื่อเด็กมีหลายอย่างที่มันน้ากลัวมากในสมั้ยนั้น

#3 By ป้าสาคร (221.127.63.246) on 2007-07-26 08:05

น้าบูรณ์ตอนที่น้าบูรณ์เก็บลูกนกไปไว็ในรังเหมือนเดิมนะทอมมานึถึงตัวเองแล้ว
ก็เสียใจกลับการกระทำของตัวเองเหมือนกันคือตอนอยู่อยุธยาทอมกับทีนก็ขับ
รถไปหารังนกเหมือนกันแต่ไม่ได้ทำเหมือนน้าบูรณ์แต่กลับแยกเอาลูกมันมา
เพื่อจะเอามาเลี้ยง ผลกรรมในวันนั้นส่งผลให้ทอมกับทีนต้องแยกจากกัน
เวรกรรมตามมาไว้มากๆ

#4 By ทอมลูกแม่ทูรย์ (124.120.130.235) on 2007-07-26 09:15

น้องๆลําบากมันทําให้น้องแข็งเเก็รงขึ้นการดํารงชีวิตก็ดีขึ้นตามมา เห็นรูปที่วัดที่บ้านทําให้ครายคิดถึงบ้านได้มากทีเดีอว

#5 By สาคร (221.127.63.246) on 2007-07-26 09:16

ถึงป้าสาคร
ช่วงนี้ทอมคงไม่ค่อยได้เข้ามาอ่าน หรือ เขียน comment บ่อยนัก
ยังไงก็รบกวนป้าสาครช่วยดูแลด้วยละกันนะ ทอมต้องไปออกบูธข้างนอกไม่
ได้อยู่โชว์รูมประมาณ 10 วันกว่าจะกลับ
ก็เกือบ 2 ทุ่มอย่าให้หน้ากระดานว่างนะครับ

#6 By ทอมลูกแม่ฑูรย์ (124.120.136.23) on 2007-07-26 18:40


ทอม........

ในอดีตเราแก้ไขอะไรไม่ได้

แต่อนาคตเราทำให้ดีขึ้นได้

ชีวิตทุกชีวิตจะมีค่าต่างกัน

ตรงที่เป็น

"คนและสัตว์"

เท่านั้น

เป็นคน ถ้ารู้สึกเจ็บ ก็พูดได้

แต่เป็น "สัตว์" มันพูดไม่ได้

และไม่รู้จะไปร้องขอความเป็นธรรมจากใคร

แต่น้ายังคาใจอยู่อย่างเดียวว่า

"ทำไมอีแบ้ถึงยอมตายแทนน้า"

ถ้าน้ามีโอกาสทำบุญ ก็ชอบไปไถ่ชีวิต โค-กระบือ

*****************************

#7 By สมบูรณ์ (203.148.249.99) on 2007-07-26 18:47


แก้ไขนิดนึง

"มีค่าต่างกัน"

เป็น

"มีค่าเท่ากัน"

ขออภัยในความไม่สะดวก

***********************

#8 By สมบูรณ์ (203.148.249.99) on 2007-07-26 18:52


งานบูธที่ไหนครับพี่ทอม

โชว์รถที่ไหนเหรอ

#9 By จูนินยะ (203.148.249.99) on 2007-07-26 19:12

คาร์ฟู บางใหญ่ นนบุรีอ่ะนะ ปิยะไปไหมละ

#10 By ทอมลูกแม่ฑูรย์ (124.120.136.23) on 2007-07-26 19:41


พรุ่งนี้จะเข้าเรียนแล้วครับ

ไปไม่ทันหรอกครับ

#11 By จูนินยะ (203.148.249.99) on 2007-07-26 20:32

ทอมบอกถูกคนเลยน้ะ ไม่ต้องกลัวหน้ากระดานว่าง ป้าเฝ้วอยู่ทุกวันอีกสิบวันทอมกลับมารูปคงเต็มทุกหน้ากระดานแน่ๆ

#12 By ป้าสาคร (221.126.86.114) on 2007-07-26 20:58

นังนกกระปูดเพื่อนรัก

#13 By (124.121.189.227 /192.168.188.123) on 2007-07-28 13:27

เศร้าง่า สงสารแมว ควาย แมวเนย์ก็หายไป หลายอาทิตละ เสียใจมากๆๆคิดถึงมันจัง ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไง

#14 By เนย์ (125.24.162.25) on 2007-07-28 22:21


เรื่องจริง ... แต่ไม่น่าเป็นไปได้

คิดว่าลืมไปแล้ว แต่ก็นึกขึ้นมาได้อีก

เวลาฝนตกจะนึกถึงอดีตอยู่เสมอ

แม้ในช่วงเวลาที่พ่อมาอยู่กับฉันที่บ้าน

"เขาแตงโม"

#15 By พี่เอียด (203.148.249.118) on 2007-07-29 14:26


ไม่น่าเชื่อเรื่องราวที่อ่านมาจะเกิดขึ้นกับ
คนใก้ลชิดอ่านแล้วมีความรู้สึกว่ามีคติสอนใจให้รู้ว่าพี่น้องลำบากแค่ใหนเราต้องรักกันมากเท่าที่เกิดขึ้นในวงตะกูลของเราเมื่อคนที่มีโอกาศดีกว่าก็ให้ดูแลกันบ้างพี่น้องก็คือพี่น้องจบ

#16 By แต๋น (203.148.249.118) on 2007-07-29 15:38

ปิยะพี่รออ่านเหตุผลที่เปลี่ยนชื่อเรื่องอยู่

#17 By ทอมลูกแม่ฑูรย์ (124.120.136.199) on 2007-07-29 20:50


เรื่องที่เปลี่ยนชื่อจาก

"ชีวิตกำพร้าในวัยเด็ก"

มาเป็น "เด็กใจเพชรกับเส้นทางสู่ชัยชนะ"

เพราะวันนั้นแม่ไปหาอาจารย์งาม

และท่านก็ได้แนะนำให้ตั้งชื่อที่มีคำว่า "เพชร" กับ "ชัยชนะ"

ก็ตรงกับแนวคิดดั้งเดิมของผมที่อยากเปลี่ยนชื่อเรื่องตั้งแต่แรก

ด้วยเหตุฉะนี้จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้

#18 By Juninyá on 2007-07-30 07:38

เหตุนี้นี่เอง แอ๊บแบ๊ว เข้าใจแว้ววว

#19 By ทอมลูกแม่ทูรย์ (124.120.133.203) on 2007-07-30 10:35