ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยออทิสติกที่ผมคิดว่าสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การนำผู้ป่วยออกมาเผชิญกับโลกภายนอก แม่ผมเองก็ทำเช่นนั้น ต้องการให้ผมสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติ ดังเรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง ...

        เมื่อผมมีอายุ 8 ขวบ แม่จึงได้ส่งเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนมงคลศึกษา เป็นโรงเรียนอนุบาลประจำท้องถิ่น เท่าที่นึกออก ในวันแรกที่ไปเรียนก็ไม่เข้าใจว่าไปทำไม ไปถึงโรงเรียนก็ไม่ไปเล่นกับเพื่อน ไม่สุงสิงหรือพูดคุยกับใครเลย แยกตัวไปอยู่ในไร่ข้าวโพด ที่อยู่ใกล้ๆ กับบริเวณโรงเรียน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพื่อนๆในห้องกำลังเรียนกันอยู่ เพื่อนท่อง 1 2 3 หรือ เอ บี ซี ผมก็ไม่ได้ท่องตาม จนดูเหมือนกับเป็นเด็กที่มีอภิสิทธิเหนือคนอื่น

        มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ไม่รู้ว่าพวกนั้นคิดยังไงกันนะถึงชวนผมเล่นด้วย ผมก็ไปเล่น โดยที่ไม่รู้ว่าฟุตบอลเล่นกันยังไง ทีมไหนเป็นทีมไหน ผู้อ่านคงอาจจะเข้าใจว่า ผมจะยิงเข้าประตูตัวเองล่ะสิ 555 เปล่าเลย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ฟุตบอลเขาใช้เท้าเล่นกัน จึงใช้มือทั้งสองข้างนี่แหละ คว้าหมับเข้าไปที่ลูกฟุตบอลตรงกลางสนาม ทั้งๆทีไม่ได้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู

        ในขณะเดียวกัน มีเด็กคนหนึ่ง(เข้าใจว่าเป็นผู้ชายนะ) ตะโกนขึ้นมาว่า แฮนด์บอลโว้ย!! เฮ้ยไอ้เย... (เวลาอ่าน ต้องลากเสียงยาวๆ เพื่อความสมจริง จะได้อารมณ์ไปอีกแบบ)

        พอผมได้ยินเท่านั้นแหละ เดินออกจากสนามไปดื้อๆ ท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนๆไม่สนใจใคร กลับไปนั่งเล่นใต้ต้นไม้อยู่คนเดียว พร้อมกับคำถามต่างๆประดังเข้าสู่หัวสมองว่าคำที่เพื่อนคนนั้นพูดถึง มันหมายถึงอะไรกันแน่

        หนึ่งอาทิตย์ต่อมาผู้อำนวยการโรงเรียนไปบอกกับแม่ว่าผมเข้าไปเรียนหนังสือร่วมกับเด็กคนอื่นๆ ไม่ได้หรอก แม่ตอบกลับไปว่า

        "เรียนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่อยากให้คบเพื่อน ฝากให้ช่วยดูหน่อย"

        แต่ผมก็ได้เรียนมาตลอด พฤติกรรมปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่ออยู่ในระดับชั้นประถม จากที่ไม่เคยเล่นกับเพื่อน ก็ยังเล่นกับเพื่อนๆ บ้าง จากที่พูดคุยกับผู้อื่นไม่รู้เรื่อง ก็พูดคุยกับผู้อื่นรู้เรื่องบ้าง เนื่องมาจากการที่แม่ของผมมักจะสังเกตเห็นพฤติกรรม ลักษณะการพูดคุย จึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยน อย่างเช่น เมื่อผมพูดซ้ำๆ กันก็จะสอนว่าไม่ควรพูดซ้ำกัน ควรศึกษาจากผู้อื่นเป็นแบบอย่าง จากที่อ่านหนังสือไม่ได้ ก็อ่านได้บ้าง และยังเขียนหนังสือได้ด้วย

 

        อย่างไรก็ตามในช่วงที่เรียนอยู่ในโรงเรียน มักจะมีเพื่อนอยู่ประมาณสอง-สามคนมาแกล้งผมเสมอ ทั้งเอาก้อนหินเล็กๆไล่ปาบ้าง วิ่งไล่เตะบ้าง พวกนั้นคงจะคิดว่าผมสู้พวกเขาไม่ได้ ทั้งๆที่ตัวใหญ่กว่า

        จนวันหนึ่งผมมาที่โรงเรียนแต่เช้า ยังไม่มีใครโผล่มาในโรงเรียนสักคน แต่ไอ้เติ้ง(นามสมมติ)เพื่อนที่ชอบแกล้งผมเป็นประจำเดินอยู่ในโรงเรียน ทันทีที่มันเห็นหน้าผม พลางยิ้มแสยะราวกับโทมัส ฮิวอิต จากหนังเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre ดีที่มันไม่ถือเลื่อยไฟฟ้ามาด้วยนะเนี่ย ปฏิบัติการวิ่งไล่เตะผมก็เริ่มต้นขึ้น

        ผมวิ่งเข้ามาและทะลุออกมานอกห้อง แอบอยู่หลังบานประตูที่เปิดออกมา เมื่อมันวิ่งมาถึง ผมผลักบานประตูกระแทกเข้าที่ใบหน้ามันอย่างจัง แล้ววิ่งออกมาพร้อมกับความรู้สึก สะใจฌิบหอยเลย วิ่งวนอยู่เต็มหัวไปหมด ราวกับได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไปนี่แหละ

        เมื่อครั้งผมเรียนอยู่ชั้น ป.3 มีเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อแก่น(นี่ก็นามสมมติอีกเช่นกัน)วันนั้นผีเกิดเข้าสิงมันหรือยังไงไม่รู้แหละมันดันเล่นพิเรนทร์ ด้วยการเอามีดที่เขาใช้แคะเล็บ ซึ่งติดมากับที่ตัดเล็บแบบสามารถพับเก็บได้อันนั้นนั่นแหละ มาวิ่งไล่แทง

        แต่บังเอิญซะเหลือเกิน จากจังหวะชุลมุน มีดเกือบจะเสียบเข้าที่ท้องอยู่แล้วผมเอามือขวาออกมารับมีดไว้ มีดเจ้ากรรมเสียบ ฉึก เข้าที่โคนนิ้วโป้งมือขวาเต็มๆ ปลายเกือบทะลุออกมา ด้วยความเจ็บปวด ผมต่อยมันเข้าที่หน้าอกดัง ตุ๊บ ตามสัญชาติญาณ

        มันโดนผมต่อย แล้วเจือกร้องลั่นวิ่งไปฟ้องครูเฉยเลย

        ส่วนผมร้องมิออก ร่ำไห้มิได้ เรียกได้ว่ามันเจ็บเกินกว่าที่จะร้องให้ออกมา ครูก็เรียกตัวคู่กรณีไปที่ห้องพักครู ผมคิดขึ้นมาว่า ถ้าไม่ร้องให้ออกมาบ้าง เดี๋ยวมันจะไม่สมจริง คิดได้ดังนี้ ผมเดินกุมนิ้วโป้งมือขวาที่เต็มไปด้วยเลือด และกลั้นใจร้องไห้ออกมา

        เมื่อครูเห็นแผลก็ถามเพื่อนอีกคนที่มาเป็นพยาน แล้วให้เพื่อนคนนั้นพาไปทำแผล ส่วนคู่กรณีของผม สิ่งที่ได้รับถ้าผมจำไม่ผิดล่ะก็นะ มันโดนครูตีไป 5 ที หลังจากนั้นผมก็ได้รอยแผลเป็นบนโคนนิ้วโป้งมือขวา(ปัจจุบันนี้เป็นเพียงรอยเล็กๆ)ไว้เป็นที่ระลึก

        ผมคิดในแง่มุมกลับกัน ถ้าแม่ผมทำตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางด้านสมองที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นำผมเข้าศึกษาอยู่ในโรงเรียนสำหรับผู้บกพร่องทางสมอง การดำเนินชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปในอีกรูปแบบหนึ่ง การปรับเปลี่ยนทางพฤติกรรมอาจจะไม่ได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้นไปจากเดิมมากนัก และก็จะไม่ได้มานั่งกระแทกนิ้วเล่าเรื่องของตัวเองเหมือนในตอนนี้ โดยสืบเนื่องมาจากการไม่ได้เข้าสู่สังคมปกติทั่วไป และไม่ได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคม

        จากเรื่องราวที่ได้เล่ามา ผมคิดว่าพฤติกรรมของผู้ป่วยโรคออทิสติกน่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยผู้ปกครอง รวมถึงสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยเอง อันส่งเสริมให้อาการและพฤติกรรมของโรคออทิสติกพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ

        ถึงแม้ในบางครั้งจะมีปัญหาถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง หรือเพื่อนไม่สนใจที่จะคบเป็นเพื่อนหรือไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย ดังที่ผมประสบปัญหานี้ในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะเรื่องถูกเพื่อนแกล้งรับประทานเวลานานพอสมควร จนผมหมดความอดทน คิดว่า ทำไมเราจะต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างเดียวฟะเนี่ย ผมตอบโต้ออกมาตามสัญชาติญาณ ทำให้ผู้กลั่นแกล้งเลิกพฤติกรรมนี้ไปโดยปริยาย

        สำหรับเรื่องไม่มีเพื่อนคบ(เพราะโดยส่วนตัวก็ไม่ใคร่จะสนใจในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ในตอนนั้น) จะด้วยเหตุบังเอิญหรือไฟต์บังคับนี่แหละ อาจารย์ประจำชั้นจะจัดให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม ผมจะไปร่วมทำกิจกรรมในกลุ่มที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละครั้ง อาจจะเป็นสิ่งที่ส่งผลให้ผมปรับตัวเข้าหาผู้อื่นได้ดีขึ้น

       และทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกใบนี้ ที่ไม่ใช่โลกส่วนตัวของผมเอง


จากหนังสือพิมพ์โฟกัสโคราช คอลัมน์ เมื่อผมเป็นออทิสติก ตอน การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกของเด็กออทิสติก ฉบับประจำวันที่ 10 -25 มิถุนายน 2550 หน้า 5

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

สู้ๆ

#1 By sukullac on 2007-06-14 22:15

อ่านแล้ว พี่ เยี่ยมไปเลย เหอๆ

#2 By tamikooh (58.10.128.117) on 2007-06-14 22:27

ขอบคุณคับ

#3 By Juninyá on 2007-06-14 22:49

โอเคเลย ภาษาแกส่วนตัวมาก
(ความลับ-ตอนเด็กๆเค้าไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นพี่จริงรึเปล่า ตอนแรกนึกว่าปลอมตัวมา แต่ตอนนี้แกเก่งว่ะ)

#4 By คุณ กุ๊ด (124.121.196.175 /192.168.191.165) on 2007-06-16 00:35

ภาษาดีขึ้น อ่านแล้วไม่น่าเบื่อ น่าสนใจ เนื้อเรื่องกระชับดี เน้นข้อความดี

#5 By ya (125.24.83.224) on 2007-06-16 13:47

#6 By ทอมลูกแม่ทูรย์ (124.120.132.222) on 2007-06-24 10:58

หยากกลับไปนังกินข้าวแบบในภาพดูแล้วสดชื้นจริงๆ

#7 By sakorn (221.127.7.215) on 2007-06-24 17:00

ป้าสาครก็กลับมาซิวันที่14ก.คมีลิเกที่เขาแตงโมด้วย

#8 By ทอมลูกแม่ทูรย์ (124.120.132.222) on 2007-06-24 17:59

เอ้าเหลอมีลิเกที่เขาแตงโมเหลอ หน้าสนแหะ คณะอะไรละ

#9 By ป้าสาคร (221.127.60.238) on 2007-06-25 08:42

ไม่รู้จักชื่อเหมือนกันลองถามป้าเอียดดูนะครับ

#10 By ทอมลูกแม่ทูรย์ (124.120.132.245) on 2007-06-26 12:02

คณะอะไรไม่รู้ แต่พี่เอียดการันตีว่าดีมาก

บูรณ์

ปล. เกตุ เมื่อใหร่จะเอาน้องสาวสามคนมาโชว์ตัวที่เมืองไทยมั่ง

#11 By Juninyá on 2007-06-26 19:01

บูรณ์ถ้ากลับมาจะขับรถจากโคราช พาไปเขาแตงโม เพื่อดูลิเกไช้มั้ย (ที่จริงงานนี้หน้าสนน้ะ)

#12 By sakorn (221.127.58.153) on 2007-06-26 19:59

คิดถึงกระท้อมที่นั้งกีนข้าวหน้าบ้านเหนอะ

#13 By Lee (221.127.61.29) on 2007-07-02 18:37

อ่านแล้ว เขียนได้ดีครับ ต้นฉบับยังอาย

#14 By บก นสพ.โฟกัสโคราช (222.123.202.161) on 2007-08-31 15:38

สุดยอดวะ
นายแน่มาก

#15 By (203.172.241.114) on 2007-09-09 10:20

ปมก็ฆนอึ่งที่เป็ง

มันเกิดความสะใจหากเราด้ายระบาย

หาคนเข้าใจยาก
เพิ่งมาเจอนายแน่แหละ

#16 By (203.172.241.114) on 2007-09-09 10:22


ใช่ครับ.......

จะมีน้อยคนนัก ที่จะเข้าใจ

และเข้าถึงโลกส่วนตัวของพวกเรา

คุณอย่าท้อแท้ในโชคชะตาของตัวเอง

ขอให้จำไว้เลยว่า ถ้าคุณพยายามเรียนรู้ในสิ่งรอบข้างมากขึ้น

และแสดงความสามารถบางอย่างที่หลายๆคนอาจจะมองข้าม

อาจจะเคยดูแคลนพวกเรา

สักวัน........

วันของคุณก็จะมาถึงนะครับ ผมเชื่อเช่นนั้น และเป็นกำลังใจให้ครับ

#17 By Juninyá on 2007-09-13 18:36

อ่านเอนทรี่นี้ น้ำตาจะไหล แต่ก็มีช่วงที่หัวเราะออกมา ไม่รู้สิ จะมีใครเข้าใจมั๊ยเนี่ย confused smile

#18 By DEeDeE on 2007-10-14 12:49


หายากยิ่ง ที่จะมีคนเข้าใจ

#19 By Juninyá on 2007-10-16 21:30

ตอนนั้นโลกนี้คงดูงงๆ สำหรับคุณ Juninlla มากอยู่เหมือนกันนะนี่

อ่านไปก็แอบสะใจไปด้วย โดยเฉพาะตอนที่คุณ Juninlla ไปแอบหลังประตูแล้วผลักประตูไปแกล้งกลับบ้างอะค่ะ

เปล่าส่งเสริมความรุนแรงนะ แต่คนนั้นมันน่าโดนนัก ฮ่าๆ
confused smile

#20 By p-i-e on 2007-11-09 16:21

ลูกชาย2.9ขวบเป็นออทิสติก อยากให้เก่งเหมือนคุณจังเลย ทำไงให้เขาเป็นเด็กปกติได้มากที่สุดคะembarrassed

#21 By แม่ต้นข้าว (222.123.95.27) on 2008-01-24 10:04