สายธารแห่งปัญญาบนทางช้างเผือก
posted on 20 May 2009 09:25 by autis-mann in 2B-Story
“มานะ มานี ปิติ ชูใจ”
ชื่อตัวละครทั้งสี่ตัว ท่านผู้อ่านคุ้นกันบ้างมั้ยครับ???
ตัวละครทั้งสี่ตัวนี้ ร่วมเดินอยู่ในเส้นทางการเรียนมาตลอดระดับชั้นประถมศึกษาของผมนั่นเอง
มาครานี้ มานีและผองเพื่อนเข้ามาสานต่อเรื่องราวในรูปแบบพ็อกเก็ตบุ๊คจากสำนักพิมพ์ a book ภายใต้หัวเรื่อง “ทางช้างเผือก” ประพันธ์โดย อาจารย์รัชนี ศรีไพรวรรณ ซึ่งเป็นส่วนเสริมของเรื่องราวในแบบเรียนภาษาไทย ระดับประถมศึกษาที่ 1 - 6 ระหว่างปี พ.ศ. 2521 – 2537
ภายในทางช้างเผือกมีทั้งหมดสิบสามตอนและภาพประกอบที่แปลกตาไปจากหนังสือเรียน ทางช้างเผือกเป็นเรื่องราวมิตรภาพระหว่างมานีและชูใจกับผองเพื่อน ร่วมกันทำความดีโดยมีเด็กหญิงทั้งสองเป็นแกนหลักของเรื่อง ส่วนตัวละครอื่นอย่างปิติ เพชร และวีระก็มีบทบาทอยู่บ้างคนละตอน อีกทั้งเพิ่มเด็กชายเอ็ม เด็กติดเกมส์กลับใจ เพิ่มมิติของตัวละครให้หลากหลายยิ่งขึ้น
“แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับทางกับทางช้างเผือกล่ะ??”
เป็นคำถามที่ดี คำตอบก็เฉลยตั้งแต่ตอนที่สอง ตำนานคนดี และยังแทรกความสัมพันธ์ระหว่างเด็กๆกับทางช้างเผือกในตอนต่อมา บางตอนของทางช้างเผือกมีกลิ่นอายของนิยายแนวแฟนตาซี บางฉากได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์เรื่อง E.T. เข้าเต็มรัก
เนื้อหาโดยรวมของทางช้างเผือกค่อนข้างจะจืดชืดไปนิด การดำเนินเรื่องราวขาดมิติที่หลากหลาย และเป็นไปในทิศทางเดียว คือ เรื่องของการทำดีได้ดี กับมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่มิมีวันเสื่อมคลาย โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ โดยเฉพาะในเรื่องความขัดแย้ง ความเป็นดราม่าก็ยังไม่เข้มข้นพอ อีกทั้งยังดูไม่ค่อยเชื่อมโยงกับเนื้อหาในหนังสือเรียนนัก จนดูเหมือนกับเป็นคนละเรื่องกับแบบเรียนเลยล่ะ
วกออกจาทางช้างเผือก กลับเข้าสู่สายธารแห่งปัญญากันต่อ
“ภาษิตรากผัก”
ผู้อ่านหลายท่านอาจจะงง และตั้งปุจฉาขึ้นในใจว่า.... รากผักน่ะมีสุภาษิตกับเค้าด้วยเหรอ?? แล้วต้นผักกับใบผักน่ะ มีสุภาษิตด้วยหรือเปล่า??
ภาษิตรากผักเป็นการสื่อความหมายว่า “อดทนต่อชีวิตลำบากยากจนได้ จึงสามารถประสบความสำเร็จในชีวิต” ซี่งหงอี้หมิง ขุนนางเกษียนอายุแห่งราชวงค์หมิงเป็นผู้ประพันธ์ และภาษิตรากผักเวอร์ชั่นไทยที่อยู่ในมือของผม อยู่ภายใต้หัวเรื่อง “สายธารแห่งปัญญา” ซึ่งเรียบเรียงโดยบุญศักดิ์ แสงระวี จากสำนักพิมพ์สุขภาพใจ
ภายในสายธารแห่งปัญญา ประกอบด้วย บทเขียนสั้นๆ ซึ่งก็คือ ภาษิตรากผักที่หวงอี้หมิงเขียนไว้ จำนวนหกสิบบท และเรื่องราวต่างๆ เป็นส่วนประกอบของภาษิตรากผักแต่ละบท มีทั้งเหตุการณ์ทั่วไป ชีวประวัติบุคคลสำคัญของจีน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกวีเอก และบางส่วนของประวัติศาสตร์จีน ถูกนำมาอ้างอิงเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพของภาษิตรากผักอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
สายธารแห่งปัญญาได้รวบรวมวิถีทางแห่งพุทธ เต๋า และขงจื๊อเข้าด้วยกัน เนื้อหาส่วนใหญ่เน้นวิถีทางแห่งลัทธิเต๋า ซึ่งให้คติ แง่คิดเกี่ยวกับการปลีกวิเวก และการดำรงชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อให้หลุดพ้นจากโลกอันแสนสับสนวุ่นวาย ซึ่งเต็มไปด้วยโลกียวิสัยอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์เรานั่นเอง
แต่เนื้อหาส่วนหนึ่งก็สอนให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างกลมกลืนกับสังคมทั่วไป โดยที่เราไม่ถูกดูดกลืนหายเข้าไปตามกระแสบริโภคนิยม และวัตถุนิยม อีกทั้งยังให้เรามองเห็นธรรมชาติของมนุษย์ร่วมสังคมในชนชั้นต่างๆ ซึ่งทำให้เราดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุข
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ทำให้ผมนึกถึง “ความฝันโง่ๆ” ของวินทร์ เลียววารินทร์ขึ้นมา ซึ่งหนังสือสองเล่มนี้มีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน แต่ความฝันโง่ๆมีแง่มุมที่หลากหลายกว่า โดยเฉพาะในแง่มุมของการดำเนินชีวิต
ทางช้างเผีอกและสายธารแห่งปัญญา หนังสือทั้งสองเล่มที่ผมแนะนำมีแง่คิดที่สอดคล้องกัน คือ การดำรงชีวิตที่ตั้งมั่นอยู่ในความดี ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ที่สำคัญ คือ การรู้จักให้อภัยกัน ซึ่งหนังสือทั้งสองเล่มเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนอย่างยิ่ง ก่อนจบบทความฉบับนี้ ผมนำแง่คิดมาฝากกันเช่นเคย จากเนื้อหาบางส่วนของสายธารแห่งปัญญา (ขอสปอยล์นิด) บทที่ 45 หน้า 196
เสือสิงห์แม้ว่าจะดุร้าย สามารถจะกำราบได้ แต่การกำราบใจคนนั้นยากแสนยาก
หุบเขาแม้จะลึก ก็ยังมีวันถมให้เต็มได้
แต่ใจคนเป็นเหมือนหนึ่งบ่อไร้ก้นบึ้ง ไม่มีวันจะถมให้เต็ม
ดินสอ 2B
---------