ส.ค.ส. พระราชทาน เป็นบัตรส่งความสุข ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประดิษฐ์
ขึ้นด้วยพระองค์เอง เพื่อพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ เป็น
ประจำทุกปี (ยกเว้น พ.ศ. ๒๕๔๘)


        ในวันสิ้นปี (๓๑ ธันวาคม) ของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ พระราชทานพร เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์
ทุกสถานี นอกจากนี้ ยังทรงปลีกเวลาจากพระราชกรณียกิจ มาปรุแถบโทรพิมพ์ (เทเล็กซ์)
พระราชทานพรปีใหม่ แก่เจ้าหน้าที่ผู้ถวายงาน โดยทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า กส. ๙ เช่นเดียว
กับที่ทรงใช้ติดต่อทางวิทยุสื่อสาร ทรงระบุท้ายโทรพิมพ์ว่า กส. ๙ ปรุ ส.ค.ส. พระราชทาน ที่
เป็นโทรพิมพ์เหล่านี้ เริ่มเผยแพร่สู่สาธารณชน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐


        เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น จึงได้ทรงเริ่มต้นประดิษฐ์ ส.ค.ส. พระราชทาน ด้วยเครื่อง
คอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ โดยทรงพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ขาวดำ และทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โทรสาร (แฟกซ์) พระราชทานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ โดยข้อความใน
ส.ค.ส. พระราชทาน แต่ละปี จะประมวลขึ้นจากเหตุการณ์บ้านเมือง เพื่อสะท้อนให้เห็นปัญหา
และอุปสรรคต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องประสบ ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ในปีต่อ ๆ มา หนังสือพิมพ์
รายวัน ได้นำลงตีพิมพ์ ในฉบับเช้าวันที่ ๑ มกราคม เพื่อให้พสกนิกรได้ชื่นชมอย่างทั่วถึง


        นับแต่ทรงใช้คอมพิวเตอร์ประดิษฐ์ ส.ค.ส. พระราชทาน ทรงเปลี่ยนแปลงคำลงท้ายของ
ส.ค.ส. พระราชทาน เป็น ก.ส. ๙ ปรุง เนื่องจากทรงเปลี่ยนจากการ "ปรุ" ด้วยโทรพิมพ์ เป็นการ
"ปรุง" ด้วยคอมพิวเตอร์ ถัดจากนั้น จะทรงระบุวันและเวลาที่ทรงประดิษฐ์ขึ้น เป็นรูปแบบเฉพาะ


         เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระองค์ท่านอันเนื่องในวันมหามงคลของชาวไทยทั้งมวล
และอวยพรวันขึ้นปีใหม่ในอีกไม่ถึงเดือนที่กำลังจะผ่านพ้นไป ข้าพเจ้าขอเผยแพร่ ส.ค.ส. ซึ่ง
พระองค์ทรงจัดทำมอบความสุขในวันปีใหม่ให้กับพสกนิกรของพระองค์ในแต่ละปี ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี
พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมา

 

 

พ.ศ. ๒๕๓๐ มีอยู่ ๒ แบบด้วยกัน

 

 

 

        พระราชทานเป็นปีแรก ปรุแถบโทรพิมพ์ (เทเล็กซ์) พระราชทานพรปีใหม่ แก่เจ้าหน้าที่ผู้ถวายงาน โดยทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า กส.๙ เช่นเดียวกับที่ทรงใช้ติดต่อทางวิทยุสื่อสาร ทรงระบุท้ายโทรพิมพ์ว่า กส.๙ ปรุ

 

พ.ศ ๒๕๓๑

 

 

 

        ทรงสอนให้ทุกคนคิดและทำในสิ่งที่ดี เพื่อให้บังเกิดแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต

 

พ.ศ. ๒๕๓๒

 

 

 

        ทรงให้นิยาม ๔ ประการของความสุข ว่าคือความปรารถนาดีต่อกัน ความอนุเคราะห์ ความยินดี ความสงบ

 

พ.ศ. ๒๕๓๓

 

 

 

        ทรงให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีสติ และปัญญา

 

พ.ศ. ๒๕๓๔

 

 

 

        ทรงชี้ให้คนไทยใช้ความเพียร อดทน สติ และปัญญา

 

พ.ศ. ๒๕๓๕

 

 

 

        ทรงให้คนไทยมุ่งทำวันนี้ให้ดีที่สุด

 

พ.ศ. ๒๕๓๖

 

 

 

        ทรงให้คนไทยมุ่งทำวันนี้ให้ดีที่สุด

 

พ.ศ. ๒๕๓๗

 

 

 

        ทรงกล่าวถึงโครงการพระราชดำริ เพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร

 

พ.ศ. ๒๕๓๘

 

 

        ทรงให้ข้อคิดในการร่วมมือกันทำงาน เกี่ยวกับการพูด การฟัง

 

พ.ศ. ๒๕๓๙

 

 

         ทรงให้คนไทยตั้งมั่นอยู่ในความสมดุลในการแก้ปัญหา และการประสานประโยชน์เพื่อประเทศชาติ

 

พ.ศ. ๒๕๔๐

 

 

        ทรงกล่าวถึงพลังความคิด และให้คติในการพูด การคิด และการทำ

 

พ.ศ. ๒๕๔๑

 

 

 

        ทรงพระราชทานกำลังใจ ในการต่อสู้วิกฤตเศรษฐกิจ

 

พ.ศ. ๒๕๔๒

 

 

 

        ทรงให้คนไทยมีความเพียร เช่นเดียวกับพระมหาชนก และทรงเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

 

พ.ศ. ๒๕๔๓

 

 

        ทรงกล่าวถึงการเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ และให้มองโลกในแง่ดี

 

พ.ศ. ๒๕๔๔

 

 

        ทรงให้ทบทวนบทเรียนจากอดีต เพื่อเตรียมตัวฟันฝ่าปัญหาในอนาคต และตั้งมั่นอยู่ในความดี และความสุจริตใจ

 

พ.ศ. ๒๕๔๕

 

 

        ทรงกล่าวถึงปัญหาความขัดแย้ง ขัดแข้งขัดขากัน และให้แก้ปัญหาโดยใช้หัว คือสมอง ควบคุมทุกส่วนของตัว รวมทั้งขา ให้อยู่ในระเบียบ

 

พ.ศ. ๒๕๔๖

 

 

        ทรงกล่าวถึงสุนัขทรงเลี้ยง ว่าเป็นเพื่อนที่ดี

 

พระราชดำรัส วันขึ้นปีใหม่ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖


        ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระที่จะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมา
อวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ทั้งขอขอบใจในน้ำใจไมตรีของทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่ได้ให้ความร่วม
มือ สนับสนุนข้าพเจ้า ในภารกิจทั้งปวงด้วยดีเสมอมา

        ในขวบปีที่แล้ว บ้านเมืองเรามีสิ่งที่ดี ที่ควรแก่การชื่นชมเกิดขึ้นหลายอย่าง อย่างแรกก็คือ
การที่นานาประเทศเขาเชื่อถือ ไว้วางใจให้ประเทศของเรา จัดการประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ ๑๑ ขึ้นนั้น ข้อนี้ต้องนับเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ

        ทุกคนต่างก็ทราบ ตระหนักเป็นอย่างดี จึงยินดีร่วมมือร่วมงานกัน ด้วยความเต็มใจเสียสละ
ทำให้งานครั้งนั้น ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย และงดงาม สิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งที่ควรกล่าวถึงก็
คือ เป็นเวลาหลายปีติดต่อกันมา ที่เราต้องประสบกับเหตุไม่ปกติต่างๆ หลายเรื่อง จนทำให้
หลายๆ คน เกิดความวิตกห่วงใยในอนาคตของตนเอง และของบ้านเมืองเป็นอย่างมาก

        แต่ด้วยเหตุที่ส่วนใหญ่มีสติรู้เท่าทัน มีความรู้ความสามารถ จึงต่างขวนขวายช่วยตัวเอง
และร่วมมือ ร่วมความคิดกัน ปฏิบัติแก้ไขอย่างจริงจัง จนบัดนี้อาจจะกล่าวได้ว่า สถานการณ์
ต่างๆ ได้ผ่อนคลายลง และมีความหวังว่าจะดีขึ้น

         อย่างไรก็ตาม เรายังจะต้องพยายามปฏิบัติตน ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังต่อไปอีก
มาก ในปีใหม่นี้ ทุกคนจึงชอบที่จะตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ว่าจะคิดจะทำสิ่งใด ก็ขอให้
คิดให้ดี ให้รอบคอบ ทำให้ดี ให้ถูกต้อง ผลของการคิดดี ทำดี ทำถูกต้องนั้น จะได้ส่งเสริมให้
แต่ละคน ตลอดจนประเทศชาติ ดำเนินก้าวหน้าต่อไปด้วยความมั่นคงสวัสดี

        ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบาล
รักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรค ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ และ
ประสบแต่ความสำเร็จสมหวัง ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

 

 

พ.ศ. ๒๕๔๗

 

 

        ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภายหลังเหตุการณ์วินาศกรรม ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ทรงให้คนไทยมีความรักสามัคคีกัน

 

พ.ศ. ๒๕๔๘

 

 ...............

 

       ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้พระราชทาน ส.ค.ส.
เนื่องจากเกิดเหตุคลื่นสึนามิซัดเข้าชายฝั่งทะเลอันดามันอย่างรุนแรง จากการเกิดแผ่นดินไหวใน
มหาสมุทรอินเดีย นายขวัญแก้ว วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตนเข้าเฝ้าฯ
เนื่องในวโรกาสพระราชทานพระราชดำรัส เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ เมื่อเสร็จจากการบันทึกเทป
แล้ว ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับตนว่า ปีใหม่ปีนี้ มิได้พระราชทาน ส.ค.ส. เนื่องจากทรงงานหนัก
ในการให้ความช่วยเหลือพสกนิกร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

        นายขวัญแก้ว ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังรับสั่งอีกว่า ทรงปลื้มใจที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน
เวลาเดือดร้อนก็ช่วยเหลือกัน เป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก เสมือนเป็นหลักประกันว่า เมื่อใดที่ทรง
เดือดร้อน ก็จะมีคนช่วยเหลือพระองค์แน่นอน การให้การช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ผลบุญก็จะ
สนองต่อผู้ปฏิบัติด้วย รับสั่งว่า ทรงปลื้มใจคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือทุกคน มิได้แบ่งแยกว่า
เป็นคนชาติใด

 

พระราชดำรัส วันขึ้นปีใหม่ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘


        บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ทุกๆ คนให้มีความสุข
ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา ความปรารถนาของแต่ละคนคงไม่แตก
ต่างกันนัก คือ ปรารถนาสุขกายสบายใจความสมบูรณ์ด้วยพลานามัย ด้วยทรัพย์ ด้วยเกียรติยศ
พร้อมทั้งความสงบร่มเย็น

        พูดถึงความสงบร่มเย็น อาจแยกได้เป็นสองส่วน คือ ความสงบภายนอก กับความสงบ
ภายใน ภายนอก ได้แก่ ความเป็นอยู่ และสภาวะแวดล้อมที่เป็นปรกติ ไม่มีภัยอันตราย หรือ
ความยุ่งยากเดือดร้อน เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือการขัดแย้งมุ่งร้ายทำลายกัน

        ภายใน ได้แก่ จิตใจที่สะอาดแจ่มใส ไม่มีกังวล ไม่มีความขุ่นเคืองขัดข้อง จิตใจที่สะอาด
และสงบนี้สำคัญมาก เพราะทำให้บุคคลมีสติรู้ตัว มีวิจารณญาณเที่ยงตรงถูกต้อง สามารถคิด
อ่านสร้างสรรค์ สิ่งที่จะอำนวยประโยชน์สุข ความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนชื่อเสียงเกียรติคุณ อัน
เป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องการ ให้สัมฤทธิผลได้

        ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านทั้งหลาย พยายามทำความคิดจิตใจให้สงบแจ่มใส ทำ
ความเข้าใจอันดีในกันและกันให้เกิดขึ้น ผู้ที่ทำประโยชน์เกื้อกูลกัน ก็ควรแสดงไมตรีตอบ
ขอบใจกัน ด้วยความรักความหวังดี ทุกคน ทุกฝ่าย จะได้สามารถร่วมมือ ร่วมความคิดกัน ปฏิบัติ
งานของตน ของชาติ ให้ดำเนินก้าวหน้าไปโดยราบรื่น และมั่นคงบรรลุถึงจุดประสงค์ตามที่
มุ่งหมาย

        ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบาล
รักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขสมบูรณ์ และความสำเร็จสมหวัง
ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

 

 

พ.ศ. ๒๕๔๙

 

 

 

        เป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์สีเขียว มีภาพปักรูปคุณทองแดงที่กระเป๋าด้านซ้าย ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง

 

พ.ศ. ๒๕๕๐

 

 

 

        เป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง และสุนัขทรงเลี้ยง ที่เป็นเหลนของคุณทองแดงอีก ๙ สุนัข

 

พ.ศ. ๒๕๕๑

 

 

 

        เป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์ชุดปกติขาว ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง และสุนัขทรงเลี้ยง ที่เป็นเหลนของคุณทองแดงอีก ๔ สุนัข

 

พ.ศ. ๒๕๕๒

 

 

 

        เป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์สากลสีน้ำตาลอ่อน ผ้าปักพระกระเป๋าสีฟ้าสดใส ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นเชิ้ตขาว ทรงผูกเนคไทสีฟ้าอ่อน ประทับบนพระเก้าอี้ ทรงฉายกับคุณทองแดง สุวรรณชาด ที่นั่งอยู่ข้างพระเก้าอี้ และคุณนายแดง แม่ของคุณทองแดง ที่หมอบเฝ้าอยู่อีกข้างหนึ่ง

 

        ถึงอย่างไร ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ข้าพเจ้าก็รู้สึกเป็นสุขแล้วล่ะ ที่มีพ่อหลวงเป็นมิ่งขวัญ ห่วงใยอาณาประชาราษฎรอยู่เสมอ

 

        ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

 

 

 

*********

 

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://developed-thailand.blogspot.com

                      http://th.wikipedia.org

 

 

 

 

 

        การฝึกเด็กออทิสติกเป็นวิธีการฝึกตามธรรมชาติ มีวิธีปฏิบัติตามขั้นตอนของการพัฒนาของเด็กทั้งทางด้านสังคม การสื่อความหมาย การช่วยตนเองในชีวิตประจำวัน การรับรู้และการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก การเล่นและการรับรู้ทางอารมณ์ซึ่งสามารถแก้ไขความบกพร่องของเด็กออทิสติก เป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมก่อนนำเด็กสู่สังคมนอกบ้าน เข้าสู่สังคมของเด็กในโรงเรียนต่อไป


วิธีที่จะนำเด็กออกจากโลกของตนเองสู่สังคมในบ้าน


        1. การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า

           + การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า

           + การกระตุ้นสัมผัสทางตา

           + การกระตุ้นสัมผัสทางหู

           + การกระตุ้นสัมผัสทางจมูก

           + กระกระตุ้นสัมผัสทางลิ้น


        2. การจัดมือเด็กให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง เด็กออทิสติกส่วนมากเมื่อต้องการอะไรไม่สามารถชี้บอกถึงความต้องการนั้นได้ จึงใช้วิธีจับมือบุคคลที่อยู่ใกล้ไปทำสิ่งนั้นแทน กิจกรรมนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องฝึกสอนให้เด็กสามารถทำกิจกรรมที่ตัวเองต้องการได้ด้วยตนเองเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้เด็กออทิสติกและช่วยลดปัญหา
ทางอารมณ์ด้วย


        3. การหันตามเสียงเรียก เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักชื่อของตนเอง ตอบสนองต่อเสียงเรียกชื่อเด็กโดยการหันตามเสียง เป็นการกระตุ้นให้เด็กพัฒนาทางด้านการสื่อความหมาย และนำ เด็กให้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลได้มากขึ้น


        4. การสอนให้เด็กรู้จักตนเองและสมาชิกในครอบครัว การสอนให้เด็กได้รับรู้ว่าตัวเองชื่ออะไร คนไหนคือ พ่อแม่ พี่น้องเป็นการสอนให้เด็กได้รับรู้และเข้าใจว่าสมาชิกในครอบครัวมีความแตกต่างกัน


การฝึกกิจวัตรประจำวัน


        1. การสอนให้เด็กรู้จักการใช้ในชีวิตประจำวันก่อนที่จะเริ่มฝึกให้เด็กสามารถเรียนรู้ในการช่วยตัวเองได้ในกิจวัตรประจำวัน ควรให้เด็กได้รู้จักสิ่งของเครื่องใช้ที่ต้องใช้ในกิจกรรมนั้นๆ ก่อนจนสามารถหยิบจับหรือชี้สิ่งของแต่ละอย่างได้ถูกต้อง จึงจะสอนสาธิตวิธีการใช้ในกิจกรรมนั้นๆ ต่อไป


        2. การทำความสะอาดร่างกายควรฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเองตามขั้นตอนทีละน้อยในการแปรงฟัน การล้างหน้า การอาบน้ำ เด็กออทิสติกทุกคนจะรู้สึกภูมิใจเมื่อสามารถทำได้ด้วยตนเอง


        3. การฝึกการแต่งกายควรใช้เสื้อ กางเกงที่เป็นผ้ายืดซึ่งจะทำให้เด็กทำตามด้วยตนเองได้ง่ายเพื่อเสริมแรงจูงใจให้เด็กเป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเข้าโรงเรียนต่อไป เด็กออทิสติกส่วนใหญ่สามารถถอดเสื้อและกางเกงได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องฝึกสอน แต่ไม่สามารถสวมเสื้อและกางเกงได้เอง


        4. การฝึกใช้ช้อนรับประทานอาหารเด็กออทิสติกส่วนมาก จะชอบใช้มือหยิบอาหารรับประทาน จึงควรสอนให้สามารถใช้ช้อนตักอาหารรับประทานได้ด้วยตนเองอย่างถูกต้อง


        5. การฝึกการขับถ่าย โดยเด็กปกติจะมีความพร้อมที่จะรับการฝึกการขับถ่ายได้เมื่ออายุระหว่าง 2-3 ปี เด็กบางคนอาจจะมีความพร้อมก่อนอายุ 2 ปีก็ได้สำหรับเด็กออทิสติกจะมีความพร้อมที่จะฝึกการขับถ่ายไม่เหมือนเด็กปกติจึงใช้อายุเป็นเกณฑ์ไม่ได้ เมื่อเริ่มฝึกจึงควรให้เลิกให้เลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพื่อจะได้ทราบว่าเด็กขับถ่ายเวลาใดทั้งปัสสาวะและอุจจาระ แล้วพาเด็กมาฝึกในเวลาใกล้เคียงกันพร้อมทั้งใช้คำง่ายๆ สอนเด็กคือ "ฉี่" "อึ" เด็กจะสามารถรับรู้ได้ไม่เร็วเหมือนเด็กปกติ การฝึกการขับถ่ายนี้เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมก่อนส่งเด็กเข้าเรียน


การเล่นและการรับรู้ทางอารมณ์


        1. การเล่นของเล่น เด็กออทิสติกจะเล่นของเล่นไม่เป็น เนื่องจากขาดจินตนาการ ทำให้เด็กหันเข้าหาตัวเองและอยู่ในโลกของตนเอง เพราะไม่รู้สึกสนุกสนานในการเล่นของเล่นเหมือนเด็กปกติ เมื่อเด็กได้รับการฝึกให้เล่นของเล่นเป็นแล้วจะเป็นการเชื่อมโยงในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลการสื่อความหมายได้ง่ายขึ้น และปรับอารมณ์ให้ดีได้ด้วย


        2. การสื่อสารโดยใช้ท่าทาง เด็กออทิสติกที่ยังไม่สามารถพูดได้มักจะมีปัญหาทางด้านอารมณ์ จึงควรฝึกให้เด็กสามารถสื่อสารโดยใช้ท่าทางก่อนเพื่อเป็นการสื่อความหมายบอกถึงความต้องการของเด็กได้ก่อนที่เด็กจะสามารถสื่อความหมายด้วยการพูด ซึ่งจะเป็นการนำทางให้เด็กสามารถพูดได้เร็วขึ้น


        3. การรับรู้การแสดงอารมณ์ทางสีหน้า เด็กออทิสติกจะไม่สามารถอ่านจิตใจ และอารมณ์ของผู้อื่นจากการแสดงออกทางสีหน้าได้ เนื่องจากขาดกระบวนการความคิดซึ่งเป็นนามธรรม จึงเห็นได้เสมอว่าเด็กออทิสติกจะหัวเราะเมื่อเห็นแม่กำลังร้องไห้ แม้แต่เด็กออทิสติกที่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติแล้ว ยังหัวเราะเมื่อเห็นเพื่อนถูกครูทำโทษ จึงควรฝึกสอนแบบรูปธรรม ให้เด็กรับรู้ถึงสีหน้าที่แสดงออกทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้เด็กอยู่ในสังคมนอกบ้านได้อย่างเหมาะสม


        การฝึกเด็กออทิสติกนั้น ต้องมีความตั้งใจจริง อดทนฝึกช้ำ ๆ ใช้ระยะเวลาไม่นานเกินไป ฝึกขณะที่เด็กและผู้สอนมีอารมณ์ผ่อนคลาย การฝึกไม่ควรเร่งรัด ต้องทำใจยอมรับด้วยว่า การฝึกเด็กออทิสติกนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองได้ช้ากว่าเด็กปกติมาก แต่เมื่อเด็ก ออทิสติกสามารถกระทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได้แล้วจะไม่ลืม และช่วยเป็นแรงผลัดดันให้ทั้งตัวเด็กและทั้งผู้สอนไปพร้อมๆ กัน ควรระวังด้วยว่า การฝึกที่ใช้การบังคับและฝึกมากจนเกินไปกลับจะเป็นผลเสียทำให้เด็กหงุดหงิด มีปัญหาทางอารมณ์ ไม่ยอมปฏิบัติยอม อันเป็นเหตุให้ผู้สอน ท้อแท้และหมดกำลังใจได้ ทำให้การฝึกไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร


        การรักษาเด็กออทิสติกนั้น จะใช้วิธีการหรือกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้ ควรใช้หลายๆ วิธีการและกิจกรรมต่างๆ ผสมผสานกันไป โดยให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ควรให้เด็กได้รับอาหารอย่างเพียงพอออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับฝึกสอนการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างถูกต้อง


        เมื่อเด็กเริ่มเรียนรู้ได้แล้วควรฝึกสอนเกี่ยวกับทักษะในการดำรงชีวิตให้เด็กด้วย

 


ข้อมูลจาก http://banduanyai.com/aa6.html