“เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอกประสก”

 
        คำกล่าวของอานนทภิกขุ (มาริโอ้ เมาเร่อ) ตัวละครตามท้องเรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดที่เพิ่งผ่านสายตา ไดอะล็อกตัวนี้ก็เหมือนเริ่มเรื่องหนังกลายๆ หลังจากที่ตัวหนังปูพื้นตัวละครตัวนี้มาได้ราวๆ 20 นาทีกว่าๆ นับว่าค่อนข้างเยิ่นเย้อเอาเรื่องเลยล่ะ
 

        ภาพและมุมกล้องในฉากแรกๆของอุโมงค์ผาเมืองค่อนข้างละเมียด ดูเหมือนจะเน้นภาพแค่ช่วงนี้ หลังจากฉากนั้นมาภาพและมุมกล้องดูค่อนข้างธรรมดามากๆ แต่จะไปเน้นเนื้อหาแทน ที่มีตัวละครค่อยๆ เพิ่มเข้ามาในฉากหลังๆ

        ก่อนเริ่มเรื่อง ท่านหม่อมน้อย ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ให้เครดิตบทละครเวทีเรื่อง ราโชมอน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (พ.ศ.2454-2538) และภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องRashomon (2493) ผลงานการกำกับของ อากิระ คุโรซาวา (พ.ศ.2453-2541) อันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรผลงานเรื่องนี้นั่นเอง

        เริ่มฉากแรกหนังเรื่องนี้ก็ใช้ดนตรีที่มีเนื้อหาเชิงธรรมะ ท่วงทำนองช้าๆ เรื่อยๆ เอื่อยๆ คลอไปตลอดราวๆ 5 – 10 นาที สร้างความรู้สึกหดหู่ปนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งผมคิดว่าท่านหม่อมน้อย ต้องการสื่ออารมณ์ของตัวละครที่รู้สึกหดหู่สุดๆ จนไปขอสึกกับพระอุปัชฌาย์ (ชาย ชาตโยดม) ตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่ก็ถูกทัดทาน และให้ไปออกธุดงค์เพื่อสงบจิตใจที่ยังว้าวุ่น

        พระอานนท์ออกธุดงค์ไปตามลำพัง จนพบกับชายตัดฟืน (เพทาย วงค์คำเหลา) ระหว่างทาง และเข้าไปหลบฝนในอุโมงค์ผาเมือง ซึ่งมีสัปเหร่อ (พงพัฒน์ วชิรบรรจง) ผู้อาศัยอยู่ในอุโมงค์แห่งนั้นเข้ามาร่วมวงสนทนาอีกคน โดยเป็นคนเปิดประเด็นคดีฆาตกรรมขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) กลางป่า ซึ่งพระอานนท์และชายตัดฟืนต่างก็ร่วมไปให้การเป็นพยานเมื่อวันก่อน

        หนังเรื่องนี้เดินเรื่องเข้มข้นจริงๆ ตรงแก่นของเรื่อง ซึ่งอยู่ที่เรื่องเล่าจากปากพระอานนท์ เกี่ยวกับคำให้การของโจรป่าสิงห์คำ (ดอม เหตระกูล) จำเลยของคดีนี้ แม่หญิงคำแก้ว (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ผู้เสียหาย ซึ่งทั้งคู่ยอมรับอย่างไม่สะทกสะท้านว่าตนเองเป็นผู้ฆ่าขุนศึกด้วยมือของตนเองซะอย่างนั้น

        ขณะที่ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้าก็มาให้การผ่านร่างทรง (รัดเกล้า อามระดิษ) ว่าตนเองเป็นฝ่ายฆ่าตัวตายเอง คำให้การของทั้งสามปากจึงไปคนละทิศ คนละทาง สร้างความมึนงงให้กับเจ้าเมือง (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) ผู้ตัดสินคดีนี้ และบรรดาสยามมุงที่มายืนล้อมวงยิ่งนัก

         ตรงจุดนี้เหมือนกับท่านหม่อมน้อยยื่นโจทย์ข้อแรกว่าทำไมทั้งสามคนถึงสารภาพว่าเป็นฆาตกรเสียเอง ให้เก็บไปขบคิดในระหว่างเดินเรื่องได้อย่างแนบเนียน

        การเล่าเรื่องไม่ซับซ้อนนัก ลำดับเรื่องราวแบบง่ายๆ ไม่มีฉากย้อนไป ย้อนมาให้ดูน่าเวียนศรีษะโครงเรื่องหลักตรงส่วนคำให้การ เปรียบไปแล้วก็คล้ายกับตัวเลือกสามข้อในข้อสอบแบบปรนัย ก่อนที่จะมีตัวละครตัวใดตัวหนึ่งที่อยู่ในถ้ำเองนั่นแหละ ทะลุขึ้นมากลางปล้อง โผล่ขึ้นมาเป็นตัวเลือกสุดท้ายของข้อสอบชุดนี้ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ข้อแรกได้อย่างครอบคลุม แต่ก็ทิ้งประเด็นบางอย่างทิ้งท้ายไว้ตามสูตรหนังแนวนี้ แถมยังมีช็อตหักมุมก๊อกสองเล็กๆ อีกด้วย

        ตัวละครเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สามารถทำให้เนื้อเรื่องลื่นไหล นักแสดงก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ที่ผมสังเกตเห็นจริงๆ ก็ช่วงท้ายเรื่องที่อนันดาเล่นในฉากนี้ดูไม่เนียน ไม่ลื่นไหลกว่าก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน ทั้งท่าทาง สีหน้า และแววตาดูแข็งๆ ที่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมตามคาแรกเตอร์ที่อยู่คนละมุมจากสามปากแรก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคำตอบของพยานปากสุดท้าย คาแรกเตอร์ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้าค่อนข้างแตกต่างอย่างสุดขั้วจากคาแรกเตอร์ตามคำบอกเล่าของพยานสามปากแรกมากเลยล่ะ

        ด้วยความที่คุณอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ เป็นนักแสดงนำอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไดอะล็อกของสัปเหร่อตามท้องเรื่องจึงเต็มไปด้วยคำเสียดสี ประชดประชันระหว่างที่ตัวละครอีกสองตัวเล่าเรื่องคำให้การของจำเลย ผู้เสียหาย และผู้ตายจบลงแต่ละรายอยู่เป็นระยะๆ บางประโยคก็ประชดประชันการเมืองเสียจนทำให้ผมนึกถึงตอนที่เขาขึ้นไปพูดตอนรับรางวัลนาฏราชเมื่อปีที่แล้วเลยทีเดียว

        อุโมงค์ผาเมืองอุดมไปด้วยปรัชญา แง่คิด คำสอนทางศาสนาพุทธแฝงอยู่แทบทุกอณูบทสนทนาของตัวละครที่เป็นตัวเชื่อมเรื่องจากคำให้การทั้ง 3 แบบ และยังแผ่ไปถึงเพลงประกอบตอนต้นเรื่องและตอนท้ายเรื่องอีกด้วย

          นอกจากข้อคิดเกี่ยวกับการตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยใจที่เที่ยงธรรม โดยปราศจากอคติแล้ว อุโมงค์ผาเมืองก็ยังทิ้งท้ายข้อคิดบางอย่าง จากคำพูดของสัปเหร่อตามท้องเรื่องที่ว่า...


        “เรื่องบางเรื่อง... ไม่จำเป็นต้องรู้... และควรจะรู้จักปล่อยวางไว้ซะบ้าง”


ดินสอ 2B

 

 

        หากเอ่ยถึงตำนานนอร์ส (Norse mythology) ผู้อ่านหลายท่านอาจจะตั้งคำถามในใจว่า “มันคือตำนานอะไรกันแน่??” และ “นอร์ส คืออะไร??” ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเราคุ้นเคยกับตำนานเทพนิยายกรีก ซึ่งมีมาให้เสพกันไม่ได้ขาด โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วมาในรูปแบบภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Clash of The Titans สงครามมหาเทพประจัญบาน ซึ่งลงโรงเมื่อต้นปีที่แล้วนั่นเอง


        จะว่าไปแล้วตำนานไวกิ้งโบราณผูกเรื่องราวได้สนุก น่าติดตามเสียยิ่งกว่านิยาย เรื่องสั้น และนิทานเล่มไหนๆ เสียอีก จนถูกนำมาสร้างเป็นแร็คนาร็อก (Raknarok) เกมออนไลน์อันโดงดังมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน


        ส่วนเทพเจ้าของตำนานบทนี้ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดย่อมต้องเป็น “ธอร์” เทพเจ้าแห่งสายฟ้า บุตรแห่งมหาเทพโอดิน โดยมีฆ้อนมโยลนีร์ (Mjolnir) เป็นอาวุธประจำกาย สังหารยักษ์น้ำแข็ง ซึ่งเป็นคู่อริ ชนิดฆ่าล้างโคตรมาแล้วหลายตน ส่วนหนึ่งในเรื่องราวของเทพเจ้าองค์นี้จึงถูกนำมาดัดแปลงเป็นการ์ตูนของค่ายมาร์เวล คอมมิค (Marvel Comics) ก่อนที่จะมาประกาศความอหังการบนแผ่นฟิล์มอยู่ ณ เวลานี้


        Thor ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า เป็นหนังจากค่ายยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ (UIP) ซึ่งถือเป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ เคนเนธ บรานาห์ ที่ผันตัวจากนักแสดงจากบท ดร.เลส ใน Wild Wild West คู่พิทักษ์ปราบอสูรเจ้าโลก (2542) กับบทกิลเดอรอย ล็อคฮาร์ต ในHarry Potter and the Chamber of Secrets แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ (2545) และรับบทนายทหารเยอรมันใน Valkyrie ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก (2552)


        เรื่องราวของเทพองค์นี้ทั้งในการ์ตูนและบนแผ่นฟิล์ม ย่อมแตกต่างจากตำนานของชาวไวกิ้งอย่างสิ้นเชิง ความน่าเกรงขามเยี่ยงเทพเจ้าลดลงไปจากตำนานอักโข แต่ทดแทนด้วยภาพลักษณ์ซูเปอร์ฮีโร่ เฉกเช่นเดียวกับ ไอ้แมงมุม (Spider-Man) กัปตันอเมริกา (Captain America) และไอรอนแมน (Iron Man) ตัวการ์ตูนจากค่ายเดียวกันนั่นแหละ


        โดยส่วนตัวแล้ว... ผมคิดว่า ตำนานเทพเจ้าแห่งสายฟ้า ฉบับออริจินอล สนุกและน่าติดตามมากกว่าเวอร์ชั่นดัดแปลงอยู่จมหูเลยล่ะ... ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ การผูกโยงเรื่องของธอร์ฉบับดัดแปลง ค่อนข้างดูประดักประเดิด ไม่เป็นธรรมชาติ และรายละเอียดปลีกย่อย อย่างเช่นโลกทั้งเก้า โดยมีโลกของเอลฟ์และคนแคระรวมอยู่ด้วย ซึ่งตัวละครทั้งสองพวก จัดว่าเป็นตัวสร้างสีสันท้องเรื่องตำนานนอร์สอย่างดีเลยล่ะ


        ตามท้องเรื่อง Thor ฉบับภาพยนตร์ ค่อนข้างจะเกริ่นนำเยิ่นเย้อไปนิด ส่วนหนึ่งก็อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้น ซึ่งเราๆ ท่านๆ ไม่คุ้นเคยกับตำนานนอร์สนัก ตามท้องเรื่องฉบับจอเงินก็มีอยู่ว่า... พลพรรคยักษ์น้ำแข็งหมายจะยึดครองโลก แปรสภาพโลกทั้งใบให้เป็นน้ำแข็งเหมือนกับยุคก่อนประวัติศาสตร์


        เหล่ายักษ์น้ำแข็งกำลังจะทำสำเร็จอยู่แล้วเชียว แต่โอดิน (แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์) มหาเทพแห่งแอสการ์ดยกกองทัพเข้ามาขัดขวาง จนกองทัพยักษ์น้ำแข็งต้องถอยร่นไปที่โยตันไฮล์ม (Jotunheim) ซึ่งเป็นถิ่นของยักษ์น้ำแข็งนั่นเอง


        ต่อมาธอร์ (คริส เฮมส์เวิร์ธ) เทพแห่งสายฟ้า บุตรแห่งโอดินก็คันไม้คันมืออยากลองของ ยกพวกเทพอีก 4 องค์บุกถิ่นยักษ์น้ำแข็ง หมายจะกำจัดเสียให้สิ้นเผ่าพันธุ์ แต่กำลังของยักษ์น้ำแข็ง มีมากมายและแข็งแกร่งเกินกว่าที่เทพเพียง 5 องค์จะรับมือได้


        ขณะที่สถานการณ์กำลังคับขัน ธอร์และพวกถูกศัตรูกระชับพื้นที่ บีบวงแคบเข้ามาเรื่อยๆ นั้นเอง มหาเทพโอดินก็เข้ามาช่วยอย่างทันท่วงที ก่อนที่เทพทั้ง 5 องค์จะถูกพวกยักษ์น้ำแข็งรุมกินโต๊ะ


       ลูกท่านเข้ามารุกรานในถิ่นของข้า.... นี่ถือว่าพวกท่านเป็นฝ่ายประกาศสงคราม.... พวกข้าจะไม่เจรจาอะไรกับพวกท่านทั้งนั้น..... และสงครามมันจะต้องเกิด.... จำเอาไว้ หัวหน้ายักษ์น้ำแข็งคำรามอย่างดุดัน (จะว่าไปประโยคนี้ดูคุ้นๆ ชอบกลแฮะ)


        มหาเทพโอดินจึงแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่สงครามระหว่างเทพกับยักษ์จะระเบิดขึ้นตามคำขู่ โดยลงโทษธอร์ตัวต้นเหตุขับไล่ลงมายังโลกมนุษย์ แถมยังริบฆ้อนวิเศษ พร้อมพลังแห่งเทพอีกด้วย ถึงแม้จะเป็นเทพแต่ก็หาได้มีสภาพต่างอันใดกับมนุษย์


        ณ โลกมนุษย์ เจน ฟอสเตอร์ (นาตาลี พอร์ตแมน) นักวิทยาศาสตร์สาวสวย เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่มีอิทธิพลต่อเทพตกสวรรค์องค์นี้อย่างมากมาย ซึ่งสามารถทำให้เทพองค์นี้ใจเย็น และสุขุมรอบคอบมากขึ้น แต่ไม่วาย โลกิ (ทอม ฮิลเดิลสตัน – คนละคนกับนักฟุตบอลสโมสรท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส) น้องชายจอมเจ้าเลห์ ก็ส่งอสูรตามมาสังหาร หมายจะกำจัดเสี้ยนหนาม เพื่อแผ้วถางทางขึ้นสู่อำนาจปกครองเหล่าทวยเทพแอสการ์ดต่อไป


        นอกจากเรื่องราวจะผิดเพี้ยนไปจากตำนานแล้ว คาแร็กเตอร์ตัวละครหลายตัวก็ค่อนข้างจะแตกต่างจากตำนานไปไกลโขพอสมควรเช่นกัน โดยเฉพาะโลกิ ถึงแม้จะถูกมอบบทตัวร้ายเช่นกัน แต่ในฉบับภาพยนตร์ดูค่อนข้างเงียบขรึมไปนิด แถมบทบาทของโลกิเวอร์ชั่นนี้ดูค่อนข้างจืดชืด ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ขณะที่ในตำนานนอร์สถือว่าเป็นตัวหลักของเรื่อง ซึ่งมีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์เป็นเอกลักษณ์ และมักจะคอยป่วนก๊วนเทพตั้งแต่ต้นเรื่อง จนเป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามแร็คนาร็อกในท้ายที่สุด


        ด้วยเหตุฉะนี้ ความสนุกของหนังเรื่องนี้ค่อยๆ ลดทอนลงไปจากต้นเรื่องเยอะเลยทีเดียวเชียว อีกทั้งสเปเชียลเอฟเฟค และฉากก็ยังไม่ถือว่าโดดเด่นกว่าหนังแนวๆ นี้ ในเรื่องอื่นๆ อีกเช่นกัน แถมการเดินเรื่องบางช่วงก็ชวนให้ง่วงหงาวหาวนอนซะอีกแน่ะ


        “คร่อกกกกก..... ฟรี้”


        รายนั้นน่ะเค้านั่งอยู่ข้างหลังผมเอง พี่แกก็หลับสนิท นิทราไปตั้งแต่ช่วงตัวอย่างหนังจบเรื่องเลยล่ะ จะว่าไปแล้ว การแสดงของนักแสดงดูเป็นธรรมชาติ และลื่นไหล ถึงแม้ว่าชื่อของนักแสดงส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้จะไม่ค่อยคุ้นหูก็เถอะ


        อย่างไรก็ตาม บทบาทของเทพเจ้าซูเปอร์ฮีโร่ยังไม่จบลงแต่เพียงเท่านี้ และก็ยังมี Thor : The Adventures ตามมาติดๆ อีกไม่นานนับจากนี้

 

ดินสอ 2B
-----------