มหาอาณาจักรฮั่น : ประวัติศาสตร์ตามแบบฉบับ CEO
posted on 06 Aug 2008 00:43 by autis-mann in Stationery
เมื่อพูดถึงวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งมักจะเปรียบเสมือนยาขมน้ำเต้าทองสำหรับใครหลายคน ด้วยเหตุผลที่ต่างกันออกไป
แต่เหตุผลยอดฮิต ซึ่งหลากหลายปากมักจะนำมาอ้างกันบ่อยครั้ง ที่ผมมักจะได้ยินคือ “ขี้เกียจจำ” นั่นเอง
สำหรับหนังสือประวัติศาสตร์ ที่ผมแนะนำผ่านเนื้อที่คอลัมน์แห่งนี้ ก็เป็นการนำเสนออีกรูปแบบหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคราชวงค์ฮั่นของจีน ภายใต้ชื่อ “มหาอาณาจักรฮั่น อ่านประวัติศาสตร์ด้วยสายตานักบริหาร” โดยคุณก่อศักดิ์ ชัยรัศมีศักดิ์ ซึ่งเคยฝากผลงานประพันธ์ไว้ใน “รัฐศาสตร์ถังไท่จง” และ “CEO โลกตะวันออก” ทั้งสามเล่มมาก่อนหน้านี้
เนื้อหาภายในหนังสือ “มหาอาณาจักรฮั่น” ผู้เขียนปูพื้นเริ่มต้นแบบคร่าวๆ จากยุคชุนชิว (227- 67 ปีก่อน พ.ศ.) และจ้านกั๋ว (68 ปีก่อน พ.ศ.- พ.ศ.322) ซึ่งเป็นยุคแห่งความแตกแยกของจักรวรรดิ์จีน จนกระทั่งฉินสื่อหวาง หรือจิ๋นซีฮ่องเต้ทรงสามารถรวบรวมแผ่นดินจีนจนเป็นปึกแผ่นและสถาปนาราชวงค์ฉินขึ้น ในปี พ.ศ.322
ภายหลังจิ๋นซีฮ่องเต้กุมอำนาจเหนือผืนแผ่นดินจีน พระองค์ก็ลุแก่อำนาจ ปกครองแบบกดขี่ ข่มเหงปวงชน จนทำให้ประชาชนทั้งจักรวรรดิ์เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพื่อสนองตัณหาอันไร้ขีดจำกัด แต่แล้วราชวงค์ฉินก็ล่มสลายลงด้วยระยะเวลาเพียง 15 ปี ไฟสงครามจึงลุกท่วมแผ่นดินจีนอีกหน จากการแย่งชิงอำนาจระหว่างสองขุนศึกนามกระเดื่อง คือ ฮั่นเกาจู่หรือหลิวปัง กับเซี่ยงอวี่หรือฌ้อปาอ๋อง
ทั้งสองขุนศึกต่างโรมรันพันตูมานานกว่า 4 ปี (พ.ศ.337 – 341) ฮั่นเกาจู่จึงสามารถกำราบฌ้อปาอ๋องได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และสถาปนาราชวงค์ฮั่นขึ้นปกครองเหนือแผ่นดินจีน เป็นปฐมบทแห่งการดำรงอยู่ของราชวงค์อย่างยาวนานถึง 426 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวจีนต่างภาคภูมิใจ และเรียกตนเองว่าเป็น “ชาวฮั่น” ได้อย่างเต็มปาก
จากเนื้อหาในหนังสือ “มหาอาณาจักรฮั่น อ่านประวัติศาสตร์ด้วยสายตานักบริหาร” โดยจะไม่เน้นเรื่องราวทางการเมือง รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับสงครมมากนักมากนัก แต่จะเน้นไปที่บทวิเคราะห์ ดังเช่นชัยชนะของฮั่นเกาจู่ที่มีต่อฌ้อปาอ๋อง ทั้งๆที่มีกำลังพล รวมถึงความสามารถในการรบต่างกันมาก ซึ่งนอกจากความเป็นผู้นำของหลิวปังจะเป็นปัจจัยสำคัญแล้ว ยังมีทีมเศรษฐกิจ เอ๊ย!!! ทีมงานคุณภาพมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะสามอัจฉริยะแห่งยุคต้นราชงค์ฮั่น ซึ่งประกอบด้วย เซียวเหอ: ยอดคนนักบริหาร, หานซิ่น: ขุนศึกสะท้านภพ และจางเหลียง: ยอดนักวางแผนและการวิเคราะห์สถานการณ์
ฮั่นเกาจู่สามารถดึงจุดเด่นของทั้งสามมาใช้ได้อย่างเหมาะสมตามสภาพการณ์ และให้โอกาสแสดงฝีไม้ลายมืออย่างเต็มที่ อันเป็นรากฐานของการก่อตั้งราชวงค์ฮั่น ซึ่งเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ผู้บริหารพึงมี คือ การใช้คนให้ตรงกับความสามารถ (Put The Right Man In The Right Job) นั่นเอง
เรื่องราวหลังการสถาปนาราชวงค์ฮั่น เป็นการกล่าวถึง หลักการปกครองบ้านเมือง หรือหลักรัฐศาสตร์ ซึ่งว่าด้วยปกครองอย่างไรจึงจะทำให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข ซึ่งในสมัยฮั่นเหวินตี้ และฮั่นจิ่งตี้ ถือเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของราชวงค์ ภายใต้การปกครองเหวินจิ่ง ถือเป็นการนำหลักลัทธิเต๋ามาประยุกต์ใช้กับการปกครอง โดยมีสโลแกนสั้นๆ คือ “ลดภาษี ลดกำลังพล และลดภาระประชาชน”
นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังวิเคราะห์แนวคิดจากอิทธิพลของปรัชญาเมธีที่สำคัญต่อระบอบการปกครองของราชวงค์ฮั่น อันได้แก่ ปรัชญาลัทธิเต๋า ปรัชญาสำนักหยูหรือขงจื๊อ คำสอนของปราชญ์เม่งจื๊อ และแนวคิดของศาสนาพุทธ ซึ่งอธิบายแบบคร่าวๆ แต่ทำให้เรามองเห็นภาพการปกครองในสมัยนั้นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมดาของทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ เมื่อมียุคเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ก็ย่อมมียุคเสื่อมถอยเช่นกัน เป็นวัฎจักรวนเวียนอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์โลก ซึ่งราชวงค์ฮั่นถึงจุดเสื่อมถึงสองครั้ง และแบ่งออกเป็นสองยุค คือ ฮั่นตะวันตกกับฮั่นตะวันออก อำนาจการปกครองของราชสำนักอ่อนแอลง เหล่าขุนศึกตามหัวเมืองต่างๆ ซ่องสุมกำลังเพื่อแย่งชิงอำนาจกันเอง อันเป็นที่มาของการเริ่มต้นยุคสามก๊กในตอนปลายของราชวงค์
โดยรวมแล้วหนังสือ “มหาอาณาจักรฮั่น อ่านประวัติศาสตร์ด้วยสายตานักบริหาร” มีเนื้อหากระชับ อธิบายเนื้อหาทางประวัติศาสตร์พร้อมทั้งวิเคราะห์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และมีลำดับเหตุการณ์สำคัญเป็นตารางสำหรับเทียบเคียงในท้ายเล่ม
เมื่ออ่านแล้วท่านจะรู้ว่าไม่ใช่เฉพาะนักบริหารเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ง่าย แต่ยังรวมถึงชาวบ้านสามารถเข้าถึงประเด็นของผู้เขียนที่ต้องการสื่อถึง การปกครองที่ก่อให้เกิดความผาสุขแก่ปวงประชา
ขอเพียงแค่ผู้กุมอำนาจรัฐสามารถหลุดพ้นจากอัตตาและอคติที่แฝงอยู่ภายในใจตนเอง
อันจะก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความร่วมมือเพื่อพัฒนาประเทศให้ยั่งยืนต่อไป
ดินสอ 2B
---------