นิทานเรื่องนี้เรื่องราวมีอยู่ว่า.... 

        ชายหนุ่มคนหนึ่งคิดว่าจะหันมาทำอาชีพค้าขาย ดังนั้นเขาจึงไปซื้อลามาตัวหนึ่ง เพื่อใช้บรรทุกสินค้า แต่เพราะทุนน้อย เขาจึงได้ลาตัวไม่โตนัก

        เมื่อได้ลามาแล้วชายหนุ่มจึงขี่ลาออกเดินทางไปหาซื้อสินค้ายังอีกเมืองหนึ่ง เพื่อนำมาขายที่หมู่บ้านของตนเอง  ณ เมืองแห่งนั้นมีสินค้าหลากหลายชนิด แถมยังราคาถูกด้วย ชายหนุ่มจึงเดินเลือกหาสินค้ามากมาย เจ้าของร้านค้าบอกว่าหากซื้อจำนวนมากๆก็จะลดราคาให้อีกด้วย

        “ถ้าเราซื้อสินค้าพวกนี้ไปมากๆ เราก็จะยิ่งได้ราคาถูก แล้วเราก็จะขายได้กำไร งาม แถมยังไม่ต้องเสียเวลามาซื้อบ่อยๆอีกด้วย” ชายหนุ่มคิดในใจ

        เมื่อเขาคิดคำนวณจำนวนเงินที่มีอยู่แล้ว เห็นว่าเงินที่มีอยู่น้อยนั้น จะสามารถจะซื้อสินค้าได้มากเลยทีเดียว เขาจึงตัดสินใจใช้เงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ ซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก

        ชายหนุ่มขนสินค้าทั้งหมดบรรทุกบนหลังลาตัวน้อย แล้วออกเดินทางกลับมายังหมู่บ้านของตนด้วยความร่าเริงแจ่มใสเป็นที่สุด ใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง พลางก็คิดถึงเรื่องกำไรที่ตัวเองจะได้ไปตลอดทาง เขาจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถขี่ลากลับได้ แล้ว เพราะบนหลังลาเต็มไปด้วยสินค้า

        เดินมาได้สักพักใหญ่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเจ้าลาตัวน้อยเดินช้าลงกว่าเดิม เขาจึงนำไม้เฆี่ยนตีให้มันเดินเร็วขึ้น เพราะกลัวว่าจะถึงช้าและเสียเวลาค้าขาย

        เจ้าลาน้อยเดินเร็วขึ้นได้ ไม่นาน ก็กลับช้าลงเหมือนเดิม ชายหนุ่มก็เอาไม้มาเฆี่ยนตีอีก พร้อมกับดุด่าไปตลอดทาง แม้ว่าจะเดินมาได้ครึ่งวันแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมหยุดพักเลย ฝ่ายลาน้อยแม้จะโดนเฆี่ยนตี แต่มันก็ไม่สามารถจะเดินได้เร็วตามที่นายของมันต้องการ ตรงกันข้ามมันกลับยิ่งเดินช้าลงเรื่อยๆ เพราะน้ำหนักที่มันแบกรับไว้นั้นมากเกินขีดจำกัด

        ในที่สุดเจ้าลาน้อยก็หยุดเดิน ขาของมันอ่อนแรงถึงขีดสุด และค่อยๆทรุดลง จนกระทั่งมันล้มกลิ้งลง จากเนินเขาไปสู่เหวเบื้องล่างพร้อมกับสินค้ามากมายบนหลังของมัน พ่อค้าหนุ่มตกตะลึง แต่ไม่สามารถช่วยลาของตนได้ เขาทำได้เพียงแค่ยืนมองลากับสินค้าที่ลอยละลิ่วปลิวลงสู่ก้นเหวไปอย่างรวดเร็ว

 


         ผู้ที่มีความโลภมักจะเต็มไปด้วยกิเลส อยากได้อยากมีมากๆ โดยไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนอย่างไร

        แต่ท้ายที่สุด ก็เป็นตนเองน่ะแหละที่จะต้องพลอยเดือดร้อนไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

        “โลภมากมักลาภหาย”  จึงเป็นนิยามง่ายๆ และตรงประเด็นที่สุดสำหรับนิทานเรื่องนี้นั่นเอง


        

โดยนิรา จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 84 พ.ย 50

 


คัดมาอีกทีจาก http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=204959

 

 

 

 

คำถามของพ่อ

posted on 06 Nov 2009 07:23 by autis-mann  in Speciel

 

 

 

ณ บริเวณทุ่งหญ้า

        ชายชราวัยเกิน 60 คนหนึ่งยืนคุยกับลูกชายคนเดียวที่เพิ่งพาครอบครัวกลับมาเยี่ยม หลังจากลุกชายแต่งงานและย้ายครอบครัวออกไปไม่กี่ปี

        “นั่นอะไรลูก เห็นรางๆ” ชายชราเอ่ยถามพร้อมกับยื่นมือขวาชี้ไปที่เงาร่างนั้น
        “อ๋อ... วัวน่ะพ่อ” ลูกชายตอบเสียงเรียบ

        2-3 นาทีต่อมา

        “นั่นอะไรหรือลูก” ชายชราเอ่ยถามพร้อมกับชี้ไปที่จุดเดิมอีกครั้ง
        “วัวตัวเดิมนั่นแหละพ่อ มันยังไม่ไปไหนเลย” ลูกชายเอ่ยตอบพร้อมน้ำเสียงสูงขึ้นจากเดิมนิดนึง

        เวลาผ่านไป 2-3 นาที

        “นั่นอะไรอีกล่ะลูก” ชายชราเอ่ยถามพร้อมกับชี้ไปที่จุดเดิมอีกคำรบ
        “วัวพ่อวัว... วัวตัวเดิมที่เพิ่งถามนั่นแหละ” ลูกชายตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กๆ

        เวลาผ่านไปอีก 2-3 นาที

        “นั่นอะไรลูก” ชายชราถามคำถามเดิมและชี้ไปที่จุดเดิมอีกครั้ง
        “โอ๊ย!!!... พ่อนี่ยังไงนะ ถามซ้ำๆ ซากๆ ผมจะบอกเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ... ว่าวัว” ลูกชายตะคอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

 

และแล้ว...

        เวลา 2-3 นาทีหมุนผ่านไปอีกรอบ

         “นั่นอะไรล่ะลูก” ชายชราเอ่ยถามคำถามเดิมและชี้ไปที่จุดเดิมอีกคำรบ
          “โอ๊ย!!!... พ่อเลอะเลือนไปใหญ่แล้ว คุยไม่รู้เรื่อง ผมไม่คุยกับพ่อแล้ว” ลูกชายตวาดใส่พ่อด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดถึงขีดสุด

        แล้วลูกชายเดินผละจากพ่อไปพร้อมกับอารมณ์ที่ยังคงคุกกรุ่นอยู่ภายในใจ ส่วนชายชรามองตามแผ่นหลังของลูกชายที่กำลังเดินห่างออกไปด้วยแววตาทดท้อ


דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ

 

        เวลาผ่านไปจบจนถึงตอนเย็น เมื่อได้เวลาอาหารค่ำ ลูกชายและครอบครัวนั่งรอพ่ออยู่ที่โต๊ะอาหาร แต่ทว่า... ชายชราไม่ลงมาจากห้องชั้นบนเสียที ลูกชายจึงเดินไปตามที่ห้อง ณ ที่นั้น เขาพบพ่อของตนเองนั่งเหม่อลอย ด้านข้างมีไดอารี่เก่าๆ เล่มหนึ่ง ซึ่งเพิ่งเขียนบันทึกในวันนี้จนเสร็จสิ้น เขาจึงถือวิสาสะหยิบมาอ่านอยู่ข้างๆ ชายชรา


        “...ครั้งหนึ่งเมื่อ 30 ปีมาแล้ว เรามีลูกชายคนหนึ่งที่เรารักมากที่สุดในชีวิต ในวันที่อากาศแจ่มใสวันหนึ่ง ตอนนั้นลูกชายกำลังอยู่ในวัยน่ารังช่างพูดช่างถามทีเดียว เราพาเขาไปนั่งที่ริมทุ่งหญ้า

        พอดีมีวัวผ่านมา... ลูกชายถามเราว่า 'พ่อ นั่นอะไร...'
        'วัวไงลูก' เราตอบ

        เวลาผ่านไปอีกไม่ถึง 1 นาที ลูกชายก็ถามคำถามเดิมกับเราอีก เราก็ตอบเช่นเดิมอีก

        เป็นอย่างนี้อยู่ถึง 25 ครั้ง... แต่เราไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยที่จะตอบคำถามเดิมๆ เหล่านั้น

        เรากลับรู้สึกดีใจอย่างที่สุดที่ลูกสนใจถามเราอย่างไม่เบื่อหน่าย....

        แต่ในวันนี้ ณ ที่แห่งเดิม คนสองคนที่เคยถามคำถามเดียวกัน หากแต่ว่าเราเป็นฝ่ายถาม ลูกชายเป็นคนตอบ....

        เพียง 5 ครั้งเท่านั้น ลูกก็ตวาดเรา หาว่าเราเลอะเลือนรังเกียจแม้แต่จะคุยกับเราต่อไป...”

 

 


        สำหรับผู้อ่านทุกท่าน ที่วันนี้คุณยังมีโอกาสดูแล “พ่อ”

        วันนี้คุณทำดีต่อพ่อคุณเพียงพอหรือยัง???

 

 


ที่มา :    จากคนรักพ่อ ใน “คำถามของพ่อ”
            การ์ตูนขายหัวเราะรายสัปดาห์
            ประจำวันพุธที่ 20-26 พฤษภาคม 2552 หน้า 20-21

===================================